Pages

Tuesday, November 10, 2009

พันธกิจ...รวมตัวค้าปลีกไทย จุดยืน "เชนสโตร์-โชห่วย" ผลประโยชน์ใคร ?

A 7-Eleven outlet in Singapore.Image via Wikipedia


และแล้ว "CP 7ELEVEN" ได้กลายเป็นตัวแปรใหม่ที่สร้างความสงสัยอย่างกว้างขวางให้เกิดขึ้นกับแวดวงค้าปลีกไทย



พลันที่ "ซี.พี.ออลล์" นำทีมผู้ประกอบการค้าปลีกไทย อาทิ ตั้งฮั่วเส็ง-HOMEPRO-VILLA MARKET-ช้อยส์ มินิสโตร์ (กลุ่มตันตราภัณฑ์เชียงใหม่ ผู้ดำเนินธุรกิจเซเว่น อีเลฟเว่นในเชียงใหม่ ลำพูน และแม่ฮ่องสอน รวม 160 สาขา) และอื่น ๆ รวม 20 ราย ตั้งโต๊ะแถลงข่าวตั้ง "สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย" (The Development of Thai Capital Retailers Association หรือ DTRA) ขึ้นมา ในช่วงบ่ายของวันพุธที่ 4 พฤศจิกายนนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา




เป็นการแยกวงจากที่เคยสังกัดอยู่ในสมาคมผู้ค้าปลีกไทย


เช้าวันเดียวกับที่มีแถลงข่าวเปิดตัวนั้น สมาคมผู้ค้าปลีกไทยที่ปัจจุบัน "ธนภณ ตังคณานันท์" ผู้บริหารจากเครือเซ็นทรัล สวมหมวกเป็นประธานต่อเนื่องสมัยที่ 2 ได้เรียกประชุมสมาชิก แม้จะออกตัวว่ายังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสมาชิกที่แตกตัวออกไปตั้งสมาคมใหม่


"ธนภณ" สงวนท่าทีกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ ทั้งยังมองว่าการรวมกลุ่มกันเป็นเรื่องที่ดีแต่ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของการทำงาน


ขณะที่ "สุวิทย์ กิ่งแก้ว" รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นายกสมาคม DTRA สด ๆ ร้อน ๆ ระบุว่า ยังคงเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ค้าปลีกอยู่ แต่อาจต้องลดบทบาทและการทำงานลงเพื่อมาดูแลสมาคมใหม่นี้อย่างเต็มตัวและเต็มเวลา


สุวิทย์แจกแจงว่า การทำงานหลัก ๆ สมาคมจะเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือ อบรมความรู้และเทคนิคการบริหารร้านรูปแบบต่าง ๆ แก่สมาชิกกลุ่มค้าปลีก สายพันธุ์ไทยด้วยกันเอง โดยเฉพาะค้าปลีกรายย่อย (โชห่วย) กว่า 4 แสนรายทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อต่อสู้และรับมือการแข่งขัน


ทั้งยังให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการรวมกลุ่มระหว่างผู้ประกอบการค้าปลีกที่เป็น "ทุนของคนไทย" อย่างชัดเจน ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องการให้มีสมาคมที่เป็นศูนย์กลางในการช่วยเหลือด้านการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกทุนไทยโดยเฉพาะ และได้กำหนดคุณสมบัติของสมาชิกว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีคนไทยเป็น "ผู้ถือหุ้นใหญ่" เท่านั้น


เทียบกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทยที่ไม่ได้มีข้อกำหนดนี้


จะเป็นทุนไทย หรือร่วมทุนไทย-เทศ หรือทุนต่างประเทศล้วน ๆ สามารถเป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าปลีกได้ทั้งสิ้น


เมื่อมีข้อกำหนดว่าต้องเป็น "ทุนไทย" อย่างชัดแจ้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ย่อมมีคำถามตามมาว่า การก่อตั้งสมาคมใหม่นี้เกี่ยวข้องกับกระแส "ต่อต้านค้าปลีกต่างชาติ" ใช่หรือไม่


คำถามนี้แจ่มชัดขึ้นอีกระดับหนึ่ง เมื่อ "สุวิทย์ กิ่งแก้ว" ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่า ภารกิจแรกของ DTRA คือจะเข้าร่วมนำร่องประชาพิจารณ์ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวันแถงข่าวเปิดตัวแค่วันเดียว เพื่อแสดงบทบาทและสะท้อนความต้องการที่เป็นกลุ่มก้อนในฐานะค้าปลีกไทย


หัวขบวนใหม่ผู้นี้ยังมองว่า ร่าง พ.ร.บ. ค้าปลีกฯดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนในหลาย ๆ ประเด็น และเนื้อหาส่วนใหญ่ให้น้ำหนักไปที่กลุ่มโมเดิร์นเทรด แต่ไม่มีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการค้าปลีกรายเล็กที่เป็นรูปธรรมแต่อย่างใด


อย่างไรก็ตาม ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯที่กำลังแก้ไขกันอยู่นี้ ไม่ได้มีการแยกระหว่าง "ทุนไทย" และ "ทุนต่างประเทศ"


หากแยกระหว่าง "ค้าปลีกสมัยใหม่-โมเดิร์นเทรด" กับ "ค้าปลีกดั้งเดิม-โชห่วย" เป็นประเด็นหลัก


เมื่อดูจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ย่อมทำให้ "7ELEVEN" ถูกเหมารวมอยู่ในซีก คอนวีเนี่ยนสโตร์ เฉกเช่นเดียวกับ "TESCO LOTUS EXPRESS"


เป็นยักษ์ใหญ่ที่รุมรังแกโชห่วย


ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติไทยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นFOODLAND GET-IT SUPERMARKETของตั้งฮั่วเส็ง หรือVILLA MARKET ย่อมไม่ต่างอะไรจาก "ตลาดโลตัส"


ย้อนกลับไปที่ประเด็น "ทุนไทย" "ทุนต่างประเทศ" ยังเป็นข้อสังเกตว่า ในกรณีตั้งฮั่วเส็ง-โฮมโปร-วิลล่า มาร์เก็ท คงไม่น่ามีปัญหาสำหรับการนิยามตัวเองว่าเป็นค้าปลีกสายพันธุ์ไทย แต่สำหรับสถานภาพ ของคอนวีเนี่ยนสโตร์ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ที่ยังคงต้องเสียค่าไลเซนส์ให้กับต่างชาติ อยู่นั้นจะอยู่ในนิยามจุดยืนสายพันธุ์ไทยหรือไม่


ขณะเดียวกันถ้าจะเปรียบ "CP ALL" กับ "BIG C" ก็ไม่น่าจะแตกต่างกัน เพราะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯทั้งคู่ มีผู้ถือหุ้นทั้งไทย-เทศ ผสมปนเปกัน


ประกอบกับเมื่อไล่ย้อนดูบทบาทของ "ซี.พี.ออลล์" เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้มีการส่งตัวแทนไปนั่งเป็นประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมาแล้ว ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกสายตาย่อมเพ่งมองไปที่การเล่นบท "หัวหอก" ของ ซี.พี.ออลล์ ด้วยแววตาที่สงสัยยิ่ง


กระนั้นก็ตาม หาก "CP ALL" สามารถพิสูจน์ตัวเองว่า ทำเพื่อโชห่วย จริง ๆ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง


ผลจากการกระทำย่อมเป็นตัวชี้เจตนาเป็นอื่นไปไม่ได้






Reblog this post [with Zemanta]

Saturday, November 7, 2009

Tops exports house brands


The operator of Tops Supermarkets plans to export its house-brand consumer goods to Asian and Western retail chains next year.

Central Food Retail Con (CFR) expects to export its two brands, Cooking for Fun and My Choice, to chains in the United Kingdom, Singapore, Belgium and Hong Kong, said Nick Reitmeier, the company's vice-president for product buying. CFR is negotiating details now.

Mr Reitmeier said its brands were interesting to foreign chains because they meet international standards and the packaging is stylish. Moreover, the price is attractive, with an item costing 95 baht compared to almost 300 baht for a similar item in Hong Kong.

Another brand is called Tops, which is mainly for general necessity items such as rice, eggs, paper towels, dried fruit, cleaning products and a wide variety of housewares. Tops brand products are available at all branches of Tops Market, Tops Super and Tops Daily.

Cooking for Fun offers ingredients, ready-to-cook items and kitchen utensils, and is available only at Central Food Hall and Tops Market. My Choice provides consumer items and ready-to-eat meals and is available at Central Food Hall and Tops Market.

The company has budgeted 90 million baht to develop its branded products by next year. It has 1,000 own-brand items available now, rising to 1,500 next year.

Brand sales are expected to achieve 750 million baht next year, up from 450 million this year.

The market value of house-brand products available at modern food retail outlets in Thailand is estimated at between 5.7 billion and 9.6 billion baht per year, with annual growth of 20-25%.

Thursday, November 5, 2009

7ELEVEN นำทีมค้าปลีกไทยแยกวง ดึง"ตั้งฮั่วเส็ง-โฮมโปร-ช้อยส์มินิสโตร์ "ตั้งสมาคมใหม่

Thailand: BangkokImage by patrikmloeff via Flickr


จับตา "เซเว่นอีเลฟเว่น" หัวขบวนผนึกค้าปลีกพันธุ์ไทย "ตั้งฮั่วเส็ง-โฮมโปร-ช้อยส์มินิสโตร์" ตั้งสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย คาดดัน "สุวิทย์ กิ่งแก้ว" นั่งแท่นนายกฯ ด้านสมาคมผู้ค้าปลีกไทยยังนิ่ง



เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านเซเว่นอีเลฟเว่นได้ส่งจดหมายไปยังหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ เพื่อแถลงข่าวการจัดตั้งสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย (DTRA) โดยกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้ง สมาคมในเบื้องต้นประกอบด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น, ห้างสรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง, โฮมโปร และช้อยส์มินิสโตร์ (กลุ่มตันตราภัณฑ์เชียงใหม่ ผู้ดำเนินธุรกิจเซเว่นอีเลฟเว่นในเชียงใหม่)



แหล่งข่าวจากบริษัทที่เข้าร่วมจัดตั้งสมาคมรายหนึ่งกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การตั้งสมาคมขึ้นมาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่เป็นของคนไทย เนื่องจากสมาคมกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกว่า จะต้องเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีคนไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เท่านั้น

"การหารือในการจัดตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่นี้มีบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้พยายามผลักดันและดำเนินการ




ส่วนการวางกรอบนโยบายและบทบาทสมาคมที่จะเห็นเป็นรูปธรรมนั้นคงต้องรอการหารือกันในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง"

อย่างไรก็ตามสมาชิกหลักรายอื่น ๆ อาทิ เซ็นทรัล เดอะมอลล์ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี คาร์ฟูร์ แม็คโคร แฟมิลี่มาร์ท ฯลฯ ยังเป็นสมาชิกสมาคมผู้ค้าปลีกไทยอยู่เช่นเดิม




แหล่งข่าวรายนี้ยังกล่าวด้วยว่า คาดว่าในช่วงแรกนี้นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จะได้รับการโหวตตำแหน่งนายกสมาคมเป็นวาระแรก




ก่อนหน้านี้นายสุวิทย์รับตำแหน่งรองประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย แต่เพิ่งลาออกไปเมื่อไม่นานมานี้เพื่อรับตำแหน่งในองค์กรธุรกิจแห่งใหม่





ขณะที่นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า การรวมกลุ่มกันเป็นเรื่องที่ดี แต่ทุกอย่างย่อมขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของการทำงาน ตอนนี้ (3 พฤศจิกายน) คงยากที่จะตอบ และคงต้องขอดูรายละเอียดและแนวทางการทำงานของสมาคมนี้ก่อน





ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวประกาศจัดตั้งสมาคมดังกล่าวเป็นช่วงที่กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการเร่งทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ขณะเดียวกันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลาย ๆ ฝ่ายว่า ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีกฯดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจนในหลาย ๆ ประเด็น และเนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งไปที่การควบคุมโมเดิร์นเทรด แต่ไม่มีมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านโชห่วยที่เป็นรูปธรรม และการควบคุมการขยายตัวของโมเดิร์นเทรดอาจจะทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อสินค้าในราคาแพงขึ้น





นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การตั้งสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทยที่มีบริษัท ซีพี ออลล์ ผลักดันในครั้งนี้อาจเกิดจากปัญหาโครงสร้างของสมาคมผู้ค้าปลีกไทยที่มีจำนวนสมาชิกที่หลากหลาย มีทั้งที่เป็นสัญชาติไทยและต่างชาติ ดังนั้นการจะมีมติหรือดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้มีความเป็นเอกภาพจึงเป็นเรื่องที่ยากและไม่ทันกับสถานการณ์



Reblog this post [with Zemanta]

Monday, November 2, 2009

MBK เล็งดึง "สยามพิวรรธน์" ร่วมทุน THE NINE

MBKImage by *keng via Flickr

"เอ็มบีเค" สรุปแผนพระราม 9 ปั้นโครงการเดอะไนน์ คอมมิวนิตี้มอลล์ พร้อมเพิ่มพื้นที่อาคารสำนักงานให้เช่าปิดจุดบอด ทราฟฟิก เผยต้องควักกระเป๋าเพิ่มจาก 800 ล้าน เป็น 1,200 ล้าน เล็งดึง "สยามพิวรรธน์" ลงทุนร่วม



นายสุเวทย์ ธีรวชิรกุล กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับโครงการพัฒนาที่ดินบริเวณถนนพระราม 9 ใน รูปแบบคอมมิวนิตี้มอลล์ จะใช้ชื่อว่าเดอะไนน์ (The Nine) บนพื้นที่ 14 ไร่ โดยได้แก้รูปแบบโครงการใหม่ จากเดิมจะพัฒนาเป็นพื้นที่ค้าปลีก ด้วยการเพิ่มพื้นที่ในส่วนของสำนักงานเข้าไปด้วย แบ่งเป็นพื้นที่คอมมิวนิตี้มอลล์ 2-3 ชั้น ขนาด 1.3 หมื่น ตร.ม. พื้นที่สำนักงานให้เช่า 8,000 ตร.ม. และส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่ลานจอดรถและส่วนกลาง

การแก้แบบโครงการดังกล่าวทำให้ต้องเพิ่มงบฯ จากเดิมตั้งไว้ 800 ล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ นายสุเวทย์ให้เหตุผลของการแก้โครงการใหม่ว่า มาจากการสำรวจตลาดโครงการคอมมิวนิตี้มอลล์ต่าง ๆ พบว่าช่วงเวลากลางวันของวันธรรมดา ลูกค้าที่เข้ามาเดินมีจำนวนที่น้อยมาก ซึ่งการแบ่งพื้นที่เป็นออฟฟิศจะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ดังกล่าว

โดยคอนเซ็ปต์โครงการเดอะ ไนน์จะมีร้านค้าและสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าในย่านนี้ รวมทั้งกลุ่มสินค้าในรูปแบบตลาดสดที่จะเข้ามาเสริม

การลงทุนในโครงการนี้มีความเป็นไปได้ทั้งเอ็มบีเคลงทุนเองหรือเป็นการลงทุนร่วมกับพันธมิตรซึ่งอาจเป็นกลุ่มสยามพิวรรธน์ก็เป็นได้ โดยจะได้ข้อสรุปปลายปีนี้

ซึ่งก่อนหน้านี้เอ็มบีเคถือหุ้นร่วมลงทุนอยู่แล้วในโครงการพาราไดส์พาร์ค โครงการนี้จะใช้ระยะเวลาพัฒนาประมาณ 1 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2553 หรือต้นปี 2554 เป็นการเปิดในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกับโครงการพาราไดส์ พาร์ค

นายสุเวทย์กล่าวต่อไปว่า นอกจากรายได้ศูนย์การค้าที่เป็นรายได้หลักแล้ว บริษัทจะต้องเร่งสร้างรายได้ในส่วนอื่น ๆ มากขึ้น โดยจะเน้นการทำตลาดในเชิงรุกในช่วง 5 ปีหลังจากนี้ไป เพื่อให้สอดรับกับสัญญาค่าเช่าใหม่ที่จะต้องจ่ายให้กับจุฬาฯ ในปี 2557 ซึ่งประเมินว่าจะเป็นต้นทุนที่ทำให้กำไรลดลง

ตอนนี้แนวโน้มเศรษฐกิจยังคงนิ่ง ไม่มีอะไรมากระตุ้นมากนัก เห็นได้จากการเติบโตในช่วง 3 เดือนของปีบัญชีของบริษัท (กรกฎาคม-กันยายน) ที่เติบโตเพียง 1-2% จากรายได้รวมใน 6 กลุ่มธุรกิจ คือศูนย์การค้า โรงแรมและการท่องเที่ยว สนามกอล์ฟ ข้าว อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ

ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ 6.287 พันล้านบาท แม้ว่าจะเติบโตขึ้น 2.79% แต่กำไรลดลง 6% เนื่องจากธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง ซึ่งศูนย์การค้ากลายเป็นตัวหลักที่เข้ามาขับเคลื่อน โดยมาจากการกระตุ้นด้วยกิจกรรมอีเวนต์ภายในศูนย์ที่เพิ่มขึ้นและผู้เช่ารายใหม่เข้ามาเพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดที่จะขยายคอมมิวนิตี้มอลล์ไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยวที่บริษัทมีที่ดินและโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นโครงการนำร่องในอีก 2-3 ปีหลังจากนี้ที่ภูเก็ตก่อน ซึ่งบริษัทมีที่ดิน 400-500 ไร่ สำหรับพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่และสนามกอล์ฟ
Reblog this post [with Zemanta]

ร้านอิ่มสะดวก 7 ELEVEN...ย้ำ "เราไม่เป็นศัตรูกับโชห่วย"


เมื่อเอ่ยถึง "เซเว่นอีเลฟเว่น" ชื่อนี้ได้รับการการันตีในแง่ของความสะดวกสบายและมีร้านให้จับจ่ายสินค้าที่จำเป็นได้ทุกซอกทุกมุม ทุกหนแห่ง และนับวันธุรกิจก็ยิ่งจะเติบใหญ่และยากที่คู่แข่งจะตามทัน "ประชาชาติธุรกิจ" ได้สนทนากับ "ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ "เซเว่นอีเลฟเว่น" ที่ตอนหลังได้เปลี่ยนภาพลักษณ์มาเป็น "ร้านอิ่มสะดวก"

เริ่มจากการอัพเดตมูลค่าเบื้องต้นของ เซเว่นฯ "ก่อศักดิ์" ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ เซเว่นฯมีสาขาประมาณ 5,100 แห่ง และคาดว่า ในแง่ยอดขายปีนี้น่าจะทำได้กว่า 9 หมื่นล้านบาท อาจจะถึงแสนล้านได้ มีลูกค้าเข้าใช้บริการในร้านประมาณ 6 ล้านราย/วัน จากเมื่อช่วงต้นปีที่มีประมาณ 5 ล้านราย/วัน


ตอนที่ผมมาทำงานเมื่อประมาณปี 2532 หรือประมาณ 20 ปีก่อน ตอนเริ่มต้นตอนนั้นมีประมาณสาขา 27 แห่ง และลูกค้าไม่ถึง 1,000 คน/สาขา


อย่างไรก็ตาม วันนี้เซเว่นฯอาจจะยังถูกเพ่งเล็งว่าเป็นตัวที่ทำให้ร้านโชห่วยลำบาก แต่จริง ๆ สาขาของเซเว่นฯเมื่อไปเปิดที่ไหนแล้ว ทำให้บริเวณนั้นสว่างขึ้น ร้านค้าต่าง ๆ ขายได้ยาวขึ้น ลูกค้ามาเยอะกว่าเพราะร้านเซเว่นฯเปิดโต้รุ่ง ร้านค้า ร้านขายประเภทรถเข็นต่าง ๆ ที่เปิดใกล้ ๆ กับเซเว่นฯก็ขายดีขึ้น


พร้อมกันนี้ประธาน ซีพี ออลล์ยังย้ำด้วยว่า ร้านเซเว่นฯไม่ได้แข่งกับโชห่วย และสินค้าในร้านเราขายแพงที่สุดในประเทศ ขายแพงกว่าร้านโชห่วยทั่วไป สินค้าที่มีขายในร้านเราก็ไม่เหมือนกับ โชห่วย หรืออย่างเครื่องสำอางเราขายแต่โชห่วยไม่ได้ขาย เซเว่นฯเน้นขายอาหาร-เครื่องดื่ม แต่โชห่วยไม่มี เซเว่นฯ ไม่เป็นศัตรูกับโชห่วย

"เซเว่นฯขายความสะดวก ขายอาหาร หิวขึ้นมาจะไปไหนก็มาที่เซเว่นฯ เราเปลี่ยนมาเป็นร้านอิ่มสะดวก ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งคำว่า สะดวกซื้อเราก็ไม่ได้ตั้งเอง มีคนอื่นตั้งให้"

วกมาถามถึงยอดขายและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น "ก่อศักดิ์" แจงว่า ตัวเลขยอดขายยังเติบโตดี ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในร้าน นอกจากมาซื้ออาหาร ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นของใช้ สบู่ รวมทั้งเข้ามาซื้อของจำเป็นที่ขาดเฉพาะหน้า ฯลฯ เขายังเข้ามาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ

อย่างที่บอกตอนนี้สินค้าในร้านจะเน้นหนักที่กลุ่มอาหาร ดังนั้นจึงมีสัดส่วนของกินถึง 70% และส่วนที่เหลือประมาณ 30% เป็นของใช้

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ สาขาแต่ละแห่งก็จะขายสินค้าที่มีความแตกต่างกันไปตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นชุมชน โรงเรียน โรงพยาบาล

โดยในร้านจะมีสินค้าให้ลูกค้าเลือกอย่างมากมายประมาณ 5,000-10,000 รายการ และจะมีสินค้าใหม่ตลอดเวลา เพราะนอกจากซัพพลายเออร์ หรือผู้ผลิตจะมีสินค้าใหม่ ๆ ออกมาทำตลาดอย่างต่อเนื่องแล้ว ผู้ผลิตเขาจะมาคุยกับเราตลอดเพื่อหารือกันว่าสินค้าแบบนี้ควรโฆษณาแบบไหน ตั้งราคาอย่างไร

นอกจากนี้ ก็ยังมีซัพพลายเออร์จำนวนไม่น้อยที่ต้องการใช้เซเว่นฯเป็นเวทีแข่งขัน หรือบางรายก็จะใช้เซเว่นฯที่มีสาขามากและครอบคลุมเป็นตัววิจัย ถ้าเซเว่นฯขายได้ก็ย่อมขายได้หมด มีการมาเทสต์ตลาดกับเรา อีกอย่างหนึ่งก็คือ สินค้าในเซเว่นฯเป็นของเครือซีพีไม่ถึง 10%

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับสินค้าโอท็อปด้วย อย่างอาหารที่เป็นของทานเล่นก็มีวางขายในร้านเซเว่นฯจังหวัด นั้น ๆ เช่น กล้วยตากอบน้ำผึ้ง หรือขนมเค้กฝอยทอง จังหวัดเพชรบุรี สินค้าที่อร่อย ๆ จริง ๆ ขายน้อยแห่งก็เยอะแล้ว หรือมะม่วงดองวราพร ตัวนี้ก็พัฒนาจากกลุ่มแม่บ้าน ตอนนี้ขยับไปสู่การส่งออกซึ่งบริษัทเข้าไปช่วยเขาพัฒนาสินค้า

หรือผลไม้อบแห้ง หรือเถ้าแก่น้อย ส่วนไข่เค็มพันธศักดิ์ ไข่เค็มไชยา ตัวนี้ขายดีทั่วประเทศ เขารวบรวมจากหลายโรงงานทั้งจังหวัด เติบโตดี ขายไม่ทัน

เมื่อถามถึงแคมเปญโปรโมชั่นเกี่ยวกับอาหารที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ แม่ทัพใหญ่เซเว่นฯยกเป็นความดีความชอบให้กับทีมงาน พร้อมกับให้ข้อคิดถึงแนวทางการบริหารงานว่า

"...ลูกน้องทำทั้งหมด ที่นี่ฉลาดที่จะให้ลูกน้องทำงาน เรามีลูกน้องเก่ง ๆ ส่วน คนแก่ก็คอยเตือนว่า อย่าไปยุ่งกับลูกน้อง เราคอยให้กำลังใจ เราต้องไม่รวบอำนาจ ถ้ารวบอำนาจเราเป็นเต่าล้านปี ไม่งั้นทำงานไม่ทัน ความทันสมัยเราสู้เด็กไม่ได้ เราจะต้องคอยเปิดหูเปิดตาตลอด ไปต่างประเทศเห็นไอเดียอะไรดี ๆ ก็นำมาทดลองทำ"

นี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวและแนวคิดการบริหารงานของก่อศักดิ์และเซเว่นอีเลฟเว่น

Reblog this post [with Zemanta]

BIG C GOES ONLINE บิ๊กซี"ชิงเปิดเว็บช็อปปิ้งออนไลน์



"บิ๊กซี"ชิงเปิดเว็บช็อปปิ้งออนไลน์ ชู3สาขานำร่องตัดหน้า"เทสโก้ฯ"



"บิ๊กซี" ชิงตัดหน้า "เทสโก้ฯ" เปิดเว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์ เผยเปิดให้บริการนำร่อง 3 สาขา "รัตนาธิเบศร์-เอกมัย-ราชดำริ" รองรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคใหม่ ที่ไม่อยากเสียเวลาเดินห้างนาน ๆ พร้อมเล็งต่อยอดบริการดีลิเวอรี่ ขอเวลา 3-6 เดือน วัดฟีดแบ็กก่อนเดินหน้าลุยต่อ



แม้จะเป็นมวยรองในสังเวียนไฮเปอร์ มาร์เก็ต สำหรับ "บิ๊กซี" ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ว่า "เทสโก้ โลตัส" จะขยับทำอะไรก็ต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ อย่างกรณีที่เมื่อคราวที่เทสโก้ฯ เปิดตัวบัตรลอยัลตี้ "คลับการ์ด" เมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถัดจากนั้น 3 สัปดาห์ บิ๊กซี ถึงได้ฤกษ์คลอด "บิ๊กการ์ด" และเปิดฉากเกทับด้วยการมอบส่วนลดทันที ขณะที่ของเทสโก้ฯ ลูกค้าต้องสะสมแต้มแล้วรอส่วนลดไปอีก 3-4 เดือน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เทสโก้ฯได้ประกาศนโยบายจะนำนวัตกรรมช็อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จจากบริษัทแม่และจะนำมาประยุกต์ใช้ในบ้านเรา และขอเวลาศึกษาความเป็นไปได้และพฤติกรรมผู้บริโภคไทยก่อนสักระยะ คาดว่าจะให้บริการได้ภายใน 5 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา บน www.bigc.co.th ของบิ๊กซี ซึ่งตามปกติจะให้ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ ได้มีการเปิดลิงก์ไปยังเว็บไซต์ www.atbigclick.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์รูปแบบช็อปปิ้งออนไลน์ จำหน่ายสินค้าหลากหลาย ทั้งอาหารแห้ง เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียน อุปกรณ์ สำนักงาน เสื้อผ้า รวมถึงบิ๊กซีแบรนด์ เช่น น้ำตาล เครื่องดื่มร้อน ขนมอบกรอบ น้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว อาหารกระป๋อง ฯลฯ

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า 3 คนแรก ที่มียอดช็อปมูลค่ารวมสูงสุด หรือซื้อโทรศัพท์มือถืออินฟินิตี้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 พฤศจิกายน มีสิทธิ์ลุ้นรับโทรศัพท์มือถืออินฟินิตี้ รุ่น R?Ma ส่วนลูกค้า 100 คนแรก จะได้รับแพนทีนแฮร์โค้ท ขนาด 12 ม.ล. 2 ชุด พร้อมคูปองส่วนลดมูลค่า 90 บาท สำหรับซื้อผลิตภัณฑ์แพนทีน

นางสาวฤดี เอื้อจงประสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากแนวคิดที่บิ๊กซีต้องการเป็นผู้นำในเรื่องนวัตกรรมด้านไอที ภายใต้โปรเจ็กต์บิ๊กคลิก (BigClick) ของบิ๊กซี เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากค่ายค้าปลีกอื่น ๆ ที่มุ่งการแข่งขันเรื่องราคาเป็นหลัก

นางสาวฤดีให้รายละเอียดว่า บิ๊กซีได้เริ่มแนวคิดการเปิดให้บริการรับสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ช่วงต้นปี ที่มีสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง และไข้หวัด 2009 ระบาด ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคลดการเดินทางและไม่อยากใช้เวลาเดินห้างนาน ๆ ประกอบกับหลังจากลอนช์บัตรบิ๊กการ์ด ทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มหนึ่งซึ่งมีความถนัดด้านไอที และเห็นเทรนด์การเติบโตในกลุ่มนี้ จึงได้พัฒนาการช็อปปิ้งออนไลน์ขึ้นมารองรับ

โดยกลุ่มเป้าหมายของบิ๊กคลิกเป็นลูกค้ากลุ่มเอและบี ที่มีการวางแผนซื้อสินค้าและรู้จักไอที สามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ เป็นกลุ่มวัยทำงาน หรือกลุ่มครอบครัวที่ไม่ค่อยมีเวลาเดินห้างมากนัก เบื้องต้นทดลองใน 3 สาขา คือ รัตนาธิเบศร์ เอกมัย และราชดำริ เน้นขายสินค้าในชีวิตประจำวัน และมี โปรโมชั่นเหมือนกับในห้าง

ลูกค้าที่จะใช้บริการนี้ต้องสมัครเป็นสมาชิก และต้องสั่งซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท จากนั้นลูกค้าสามารถเลือกสินค้าที่ต้องการและสาขา พร้อมยืนยันการสั่งซื้อ และไปรับสินค้าตามสาขาและเวลาที่กำหนด โดยที่ห้างจะเตรียมที่จอดรถพิเศษไว้ให้โดยเฉพาะ เมื่อลูกค้านำตั๋วที่พรินต์จากอินเทอร์เน็ตไปยื่นที่เคาน์เตอร์บิ๊กคลิก พนักงานก็จะนำสินค้าที่สั่งไว้มามอบให้ พร้อมรับชำระเงินค่าสินค้า

"เราจะทดลองระบบประมาณ 3-6 เดือน เพื่อดูผลการตอบรับของลูกค้า จากนั้นจึงจะวางแผนขยายบริการนี้ออกไปตามสาขาต่าง ๆ และบริการดีลิเวอรี่ เราตั้งเป้าว่าในช่วงแรกนี้ หากได้วันละ 100 บิล จาก 3 สาขา ก็ถือว่าน่าพอใจ"

ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า เบื้องต้นแม้ผู้บริหารบิ๊กซีจะยังไม่ระบุเป้าหมายทางด้านรายได้ แต่การขยายช่องทางจำหน่ายออกมายังช่องทางออนไลน์ ก็เป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ ที่ไม่ต้องใช้การลงทุนสูงเมื่อเทียบกับการลงทุนต่อสาขา

ก่อนหน้านี้ นางยุวดี จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่าบริษัทมีนโยบายที่จะขยายช่องทางจำหน่ายไปที่สื่อออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะลูกค้าวัยรุ่นที่นิยมซื้อสินค้าผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่บริษัทจะรอให้ปรับปรุงระบบจนสมบูรณ์เสียก่อนจึงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Reblog this post [with Zemanta]

Sunday, November 1, 2009

CENTRAL PLAZA RAMA 9




Investment Cost (1) 4,500 - 5,000 MB


Program Shopping center / Department Store / Office Building / Parking - Under Study


Location 5 km from Bangkok CBD area


Construction Period Tentative 4Q 2008 - 2Q 2012


Progress Entered into a 30-year land lease agreement with the first right to renew the contract for 10 years.


Construction permit approved / Under detail feasibility study


Opening 2Q 2012 (Tentative)


(1)Including land and construction cost of shopping center and parking building.
source from corporate presentation Q2 2009
Reblog this post [with Zemanta]

LinkWithin

Related Posts with Thumbnails