Pages

Thursday, December 10, 2009

Tesco Lotus ปูพรมช็อปปิ้งมอลล์ ปรับ"รามอินทรา"ชน SF



Tesco Lotus ปูพรมช็อปปิ้งมอลล์ ปรับ"รามอินทรา"ชนเอสเอฟ


"Tesco Lotus" ปลื้ม โมเดลพลัส ช็อปปิ้งมอลล์ เปิดแผนรีโนเวตสาขาเดิมต่อเนื่อง ปีหน้าประเดิมที่สาขา "รามอินทรา" เพิ่มพื้นที่จาก 2,000 ตร.ม. เป็น 10,000-15,000 ตร.ม. รองรับกำลังซื้อบีบวก ชูความครบครันและไฮเปอร์มาร์เก็ต ชน Crystal Park -นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว



นางวีณา อรัญญเกษม รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณา บริษัทเอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปีหน้าบริษัทจะเดินหน้ารีโนเวตสาขาเดิมที่มีศักยภาพให้เป็นช็อปปิ้งมอลล์อีกหลายสาขา ที่สรุปแล้ว ได้แก่ สาขารามอินทรา ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาคอนเซ็ปต์ที่เหมาะสม เบื้องต้นจะมีการเพิ่มพื้นที่ช็อปปิ้งมอลล์ให้ใหญ่ขึ้น จากเดิมมีอยู่ 2,000 ตารางเมตร เป็น 10,000-15,000 ตารางเมตร ส่วนพื้นที่ขายหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาด 8,000-10,000 ตารางเมตร เพื่อตอบสนองชุมชนที่มีกำลังซื้อสูง หรือลูกค้าที่อยู่ในระดับบีบวกย่านรามอินทรา




"คอนเซ็ปต์ของสาขารามอินทรา จะขึ้นอยู่กับผลสำรวจประชากร (Market survey)ในพื้นที่เป็นหลัก สำหรับสาเหตุที่บริษัทมั่นใจไปเปิดช็อปปิ้งมอลล์ในย่านนี้ ทั้งๆ ที่มีคอมมิวนิตี้มอลล์เปิดให้บริการอยู่แล้ว ทั้ง The Crystal Park และ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว (สยามฟิวเจอร์ฯ) เพราะของเราเป็นเพียงแห่งเดียวที่มีไฮเปอร์มาร์เก็ตในย่านนั้น"



นางวีณากล่าวด้วยว่า หลังเปิดตัว พลัส ช็อปปิ้งมอลล์ ศรีนครินทร์ และที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรีไปแล้ว พบว่าได้รับผลตอบรับดีมาก มีรายได้จากพื้นที่ขายและพื้นที่เช่าเป็นที่น่าพอใจ คีย์ซักเซสอยู่ที่การหาสินค้าและบริการที่โดนใจลูกค้าในพื้นที่และการวาง Positioning เป็นทาวน์เซ็นเตอร์ ทั้งในเรื่องอาหารและความบันเทิง โดยเฉพาะที่อมตะที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นพนักงานในโรงงานมากกว่า 90,000 คน



"Tesco มีสาขาหลายแห่งที่มีศักยภาพมากพอที่จะรีโนเวตเป็นช็อปปิ้งมอลล์ และปีหน้าเราจะทยอยรีโนเวตสาขาเดิมให้ครบก่อน และคาดว่าจะสามารถเปิดโมเดลช็อปปิ้งมอลล์ สาขาใหม่ได้ตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นไป" นางวีณากล่าว



ก่อนหน้านี้ นายสตีฟ แฮมเมทท์ ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่าวาง Strategy เปิด พลัส ช็อปปิ้งมอลล์ 2-3 สาขาต่อปี ทั้งนี้รูปแบบพลัสฯจะเป็นสาขาที่มีพื้นที่ช็อปปิ้งมอลล์มากกว่าพื้นที่ขายของTesco Lotus ที่ผ่านมาก็มีบ้างแล้ว เช่น บางกะปิ ศาลายา กระบี่ เพชรบูรณ์ นวนคร ปิ่นเกล้า สมุย ซึ่งสาขาเดิมเหล่านี้ก็มีศักยภาพที่จะรีแบรนด์เป็นพลัสฯได้ในอนาคต



"เป้าหมายในการเปิดสาขาในรูปแบบพลัสฯ เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป จากเดิมนิยมจับจ่ายซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว ก็มีกลุ่มที่ชอบเดินดูสินค้ามากขึ้น รวมถึงกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการสถานที่นัดพบปะสังสรรค์ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการมีความ ยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากกว่าโมเดลอื่น ๆ"



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความสำเร็จของพลัสฯยังเกิดจากการสร้าง Brand ผ่านอีเวนต์ที่อินเทรนด์ มีความหลากหลายสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องความบันเทิง ดนตรี หรือกีฬา ดีไซน์ให้อีเวนต์แต่ละครั้งตอบสนองกลุ่ม เป้าหมายต่างกัน เช่น อีเวนต์สำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น เพื่อให้เกิดกระแสปาก ต่อปาก รวมถึงการอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จอดรถ หรือการวางเลย์เอาต์พื้นที่ให้ลูกค้าสามารถหาสินค้าได้ง่าย



นางวีณายังกล่าวอีกว่า เพื่อสร้างความตื่นเต้นให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการในฟู้ดคอร์ตของTesco Lotus Plus ตั้งแต่วันนี้จนถึง 3 ม.ค. ได้จัดโปรโมชั่น พลัส มอลล์ ชวนอร่อยลุ้นทองส่งท้ายปี โดยลูกค้าที่ซื้อบัตรในชนิดไม่แลกคืนทุก 70 บาท ในศูนย์อาหาร มีสิทธิ์รับคูปองชิงโชค ลุ้นรับสร้อยคอทองคำและรางวัลอื่น ๆ อาทิ รถจักรยาน หม้อหุงข้าวไฟฟ้า และพัดลม รวมมูลค่า 1 ล้านบาท



"เราตั้งเป้าการเติบโตจากโปรโมชั่น ดังกล่าว 10-15% จากที่ผ่านมาศูนย์อาหารมีการเติบโตอยู่ที่ 5%"




Reblog this post [with Zemanta]

Tuesday, December 8, 2009

Carrefour SA Company Profile

Carrefour SAImage via Wikipedia
Carrefour SA is a French company that is primarily engaged in retail distribution. The Company operates a network of hypermarkets, supermarkets, hard discount stores, convenience stores and cash-and-carry outlets. The Company's hypermarkets, under the Carrefour brand, offer a range of food and non-food products. Carrefour SA's supermarket chains include Champion and GS brands, which primarily offer food, clothing and household goods. The Company's hard discount stores include Dia, Ed and Minipreco, and offer a reduced selection of products at discount prices. Its convenience stores include Shopi and Proxi and offer a range of convenience products and services.

Carrefour SA's cash-and-carry stores, such as Promocash and Docks Market, offer wholesale products for businesses. The Company also offers Internet shopping through its online cyber-markets. Carrefour SA has over 15,000 stores, either own or franchised. The Company is present in 33 countries worldwide.




Reblog this post [with Zemanta]

Monday, December 7, 2009

ชำแหละ 2 ร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง กระทรวงพาณิชย์ & ผู้แทนการค้า "ใคร" เจ๋งกว่ากัน



ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจ ค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ... ได้กลายเป็นร่างกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ที่ใช้เวลาในกระบวนการออกกฎหมายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปีจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผ่านรัฐบาลมาไม่ต่ำกว่า 4 ชุด และมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อต่อไปอีก หลังจากที่ต้องผจญกับปัญหาการเมืองภายในรัฐบาลชุดต่าง ๆ และการ "ล็อบบี้" จากบรรดา "ยักษ์ใหญ่" ของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ส่งผลให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูก "แช่แข็ง" มาเป็นระยะเวลายาวนาน



ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พร้อม ๆ กับร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง ที่ถูกเสนอโดยผู้แทนการค้าไทย (TTR-นายเกียรติ สิทธีอมร) โดยคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ มีมติ "รับหลักการ" ซึ่งก็เหมือนกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ในหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมา




เนื่องจากมีเงื่อนไขว่ายังมีหลายประเด็นสำคัญที่มีความเห็นแตกต่างกันในร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงให้กระทรวงพาณิชย์ กับ ผู้แทนการค้าไทย กลับไปหารือร่วมกันในประเด็นที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ อาทิ คณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง, การกำหนดธุรกิจ ค้าปลีกค้าส่ง และการช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งแบบดั้งเดิม (ร้านโชห่วย) โดยนายอภิสิทธิ์ได้ตั้งความหวังไว้ว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีความคืบหน้าในอีก 1 เดือนข้างหน้า






ความต่างของร่าง พ.ร.บ.



เริ่มตั้งแต่คณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ในร่างฉบับกระทรวงพาณิชย์เสนอให้มี คณะกรรมการ 2 ชุดด้วยกัน คือ คณะกรรมการกลางว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง กับคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง โดย คณะกรรมการกลางจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ส่วนคณะกรรมการส่วนจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ในขณะที่ร่างฉบับผู้แทนการค้าไทยเสนอให้มี คณะกรรมการประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง มีปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพียงชุดเดียว



ดูเหมือนว่า ร่างฉบับผู้แทนการค้าไทย มีเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะ "กีดกัน" การเข้ามามี "เอี่ยว" ของบรรดานักการเมืองและผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ทั้งหลาย จนถึงกับระบุว่า ห้ามมิให้ กรรมการ เป็นข้าราชการการเมือง ผู้มีตำแหน่งในพรรคการเมือง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง



อย่างไรก็ตาม การแบ่งคณะกรรมการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งออกเป็น 2 ชุด ในร่างฉบับกระทรวงพาณิชย์ มีนัยสำคัญอยู่ที่การให้อำนาจคณะกรรมการในส่วนจังหวัดสามารถพิจารณา "ออกใบอนุญาต" การประกอบธุรกิจและการขยายสาขาได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการกลาง ในประเด็นนี้ ร่างฉบับ ผู้แทนการค้าไทยค่อนข้างเป็นห่วงในเรื่องของ "ผลประโยชน์" จึงเสนอให้มีคณะกรรมการตัดสินเพียงชุดเดียวในส่วนกลาง



การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง






นับเป็น "หัวใจ" สำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ทางร่างฉบับกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจ จะต้องมี 1) ขนาดพื้นที่ของสถานที่ประกอบการขายสินค้าตั้งแต่ 1,000 ตารางเมตรขึ้นไป (ไม่รวมพื้นที่ใช้สอยอย่างอื่นที่ไม่ได้ใช้ในการขายสินค้า อาทิ พื้นที่ให้เช่า-คลังสินค้า-ที่จอดรถ) 2)การมียอดรายได้ หรือประมาณการรายได้ของทุกสาขาใน ปีภาษีที่ผ่านมา หรือ ประมาณรายได้ตามแผนธุรกิจในปีแรกรวมกันตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป และ 3)ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ที่ผู้ประกอบการให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา



ผลของ "นิยาม" ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งฉบับของกระทรวงพาณิชย์ข้างต้น ทำให้สามารถแบ่งประเภทธุรกิจค้าปลีกค้าส่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่มาก มีพื้นที่ตั้งแต่ 3,000 ตารางเมตรขึ้นไป, ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป, ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดกลางมีพื้นที่ตั้งแต่ 300-999 ตารางเมตรขึ้นไป และธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดเล็กมีพื้นที่ ตั้งแต่ 120-299 ตารางเมตรขึ้นไป



ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่เข้าเกณฑ์จะต้องขออนุญาตในการประกอบการตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้กำหนดก็คือ ธุรกิจขนาดใหญ่มากกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ถ้าธุรกิจขนาดกลางกับขนาดเล็กแม้พื้นที่จะไม่เข้าเกณฑ์ แต่มียอดขายรวมกันในแต่ละสาขามากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ก็ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ



ในขณะที่ร่างฉบับผู้แทนการค้าไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเกณฑ์พื้นที่-รายได้ และประเภทธุรกิจ แต่คำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ความเป็นธรรม ของผู้ประกอบการสมัยใหม่กับผู้ประกอบการโชห่วยดั้งเดิม ตามเกณฑ์ 2 ประการ คือ 1)สถานที่ตั้ง-ขนาดของพื้นที่-การกระจายตัวของ ผู้ประกอบการเดิม-ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในพื้นที่ และความหนาแน่นของจำนวนประชากรในพื้นที่ 2)การกำหนดเวลาเปิด-ปิด เวลาทำการของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในกรณีที่พื้นที่นั้น ๆ มีผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งอยู่อย่างหนาแน่น



นอกจากนี้ร่างฉบับของผู้แทนการค้าไทยยัง "ไปไกล" ถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง กับผู้ผลิต/จำหน่ายสินค้า รวมไปถึงการ เปิดทางให้ประชาชนในพื้นที่แสดงความคิดเห็นประกอบการพิจารณากรณีเกิดความ ขัดแย้งอย่างรุนแรงอันเป็นผลมาจากการประกอบธุรกิจด้วย ซึ่งร่างฉบับกระทรวงพาณิชย์ไม่มีในส่วนนี้



มีข้อน่าสังเกตว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่งทั้ง 2 ฉบับนั้น ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดถึงการกำหนดหลักเกณฑ์-วิธีการ-เงื่อนไขในการประกอบธุรกิจแต่ละประเภท รวมถึง หลักเกณฑ์ในการออกใบอนุญาต เพียงแต่เขียนไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า ให้คำนึงถึงวัฒนธรรม/ประเพณี-สภาพสังคม-วิถีชุมชน-สิ่งแวดล้อม-อัตราความหนาแน่นของประชากร-การทำประชาพิจารณ์ เพื่อเปิดทางให้ออกเป็น "กฎกระทรวง" ต่อไป






Reblog this post [with Zemanta]

วัดกระแสความแรง "ห้างใหม่" Esplanade -Central "ทุ่มไม่อั้น" เร่งท้ายปี



เปิดตัวไปแล้วพร้อมเพรียงกันสำหรับการ "ซอฟต์โอเพนนิ่ง" ของ 2 ศูนย์การค้า 2 สไตล์ ระว่าง "เอสพละนาด ซีนีเพล็กซ์ รัตนาธิเบศร์" และ "เซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น" ในวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะโหมเปิดตัวชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือน



ปลายปีนอกจากเป็นหน้าขายสำคัญของห้างที่สร้างยอดขายให้กับธุรกิจค้าปลีกแล้วยังเป็นช่วงเทศกาลสีสันรื่นเริงที่ทุกคนอยากร่วมเฉลิมฉลอง



การเลือกจังหวะเปิดศูนย์การค้าใหม่ ๆ จึงเหมาะสมที่สุด




"วิชา พูลวรลักษณ์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ชี้ถึงความพร้อมของ ศูนย์การค้าดิ เอสพละนาดสาขาล่าสุดหลัง ลงทุนร่วม 1 พันล้านบาทเพื่อเปิดบนถนนรัตนาธิเบศร์ ด้วยการวางคอนเซ็ปต์ ให้เป็นเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์



เต็มรูปแบบ รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าย่านงามวงศ์วาน-รัตนาธิเบศร์ ที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์และกำลังซื้อค่อนข้างสูง



โครงสร้างโครงการสูง 7 ชั้น บนพื้นที่ 5 ไร่ ครอบคลุม 65,000 ตร.ม. ประกอบด้วยร้านค้า, โรงหนัง, โบว์ลิ่ง และฟิตเนสเซ็นเตอร์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่ ด้วยจุดขายโรงหนัง 16 โรง มากกว่า 4,000 ที่นั่ง รวมทั้งลานสเกตน้ำแข็ง ซับซีโร่ ไอซ์สเกตขนาดใหญ่ 1,500 ตร.ม.



ที่สำคัญเอสพละนาด รัตนาธิเบศร์นี้เป็นโรงหนังระบบดิจิทัล 3 มิติ จอใหญ่ที่สุดและจอแรกในไทย (The Ultimate Digital 3D Experience) และเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมโรงหนังที่มีระบบการฉายแบบ digital และระบบ 3 มิติมากที่สุดในประเทศ ไม่นับรวมความอลังการของสถาปัตยกรรมการตกแต่งแนว "neogothic" จึงไม่แปลกที่ "วิชา" ตั้งเป้าว่าอย่างน้อย ๆ จะมีลูกค้าเข้าใช้บริการและดูหนังถึง 1.5 ล้านคนต่อปี พร้อมเชื่อว่าภายใน 4-5 ปีจะสามารถคืนทุนได้แน่



และเมื่อข้ามฟากไปยังโซนภาคอีสาน ที่กลุ่มเซ็นทรัล "ซอฟต์โอเพนนิ่ง" อย่างยิ่งใหญ่กลางเมืองขอนแก่น จึงไม่แปลกที่ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น เห็นได้จากจำนวนรถที่ติดยาวเหยียดตลอดทั้งเส้นถนนมิตรภาพ



จากการทุ่มไม่อั้น 100 ล้านบาท สร้างความยิ่งใหญ่สำหรับงานเปิดตัวเพื่อให้เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ เพื่อบอกว่าเซ็นทรัล ขอนแก่น จะต้องกลายเป็นลานความสุขแห่งใหม่และความภูมิใจของคนอีสาน



"กอบชัย จิราธิวัฒน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด มหาชน ชี้ว่า การทุ่มงบฯจำนวนมากเปิด "ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ขอนแก่น" ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ที่ยิ่งใหญ่-รวมความบันเทิงที่ทันสมัยและสมบูรณ์แบบที่สุดในภาคอีสาน ขนทัพดาราพร้อมตระการตาไปกับการแสดง แสง สี เสียง และคอนเสิร์ต และเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเอาการโชว์หุ่นยนต์ไดโนเสาร์เหมือนจริงมากที่สุดในโลกมาโชว์



ให้สมกับโครงการมูลค่า 4 พันล้านบาท บนพื้นที่โครงการ 2.5 แสน ตร.ม. ครอบคลุมคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ขนาด 3 พัน ตร.ม. รวม 350 ร้านแบรนด์ดัง 90 ร้านอาหารอร่อย และ 8 โรงหนังจากค่ายเอสเอฟซีนีม่า ก่อนที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม ด้วยการขนดาราชุดใหญ่พร้อมคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบไปกระทุ้งสร้างกระแสต่อเนื่อง



ด้าน "เดอะมอลล์ โคราช" ดึงจุดขายความเก๋าและรู้ใจกันมานาน หลังสร้างแบรนด์ในภาคอีสานมายาวกว่า 9 ปี ปรับกลยุทธ์สร้างฐานลูกค้าด้วยการตลาดแบบเข้าถึงลูกค้าทางตรง และวางยุทธศาสตร์ ให้เป็น shopping destination สำคัญของภาคอีสาน โดยเฉพาะลูกค้าชาวโคราช และพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์ ขอนแก่น ฯลฯ รวมถึงลูกค้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชา มาใช้บริการเป็นประจำ



เพื่อให้เดอะมอลล์ โคราช เป็นทั้งศูนย์รวมครองใจคนอีสาน



Reblog this post [with Zemanta]

CENTRAL ดีเดย์ปิดสาขาลาดพร้าวซ่อมใหญ่นาน 7เดือน เริ่มพ.ค.-พ.ย.53

CentralPlaza Ladprao August 2009. This shoppin...Image via Wikipedia


ซัพพลายเออร์-ร้านค้าในศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เร่งปรับแผนเตรียมรับมือปิดซ่อมครั้งใหญ่ หลังผู้บริหารเซ็นทรัลสรุปแผนปิดใหญ่ 7 เดือน มีผลทันทีต้นเดือนพฤษภาคม-สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2553 ชี้ไม่กระทบรายได้ วางใจความเป็นมืออาชีพกลุ่มเซ็นทรัล



เป็นที่แน่นอนแล้วว่า "ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว" เลือกแนวทางการรีโนเวตครั้งใหญ่ด้วยรูปแบบการปิดเพื่อปรับโฉม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเซ็นทรัลได้แจ้งต่อผู้บริหารและทีมงานในระดับหัวหน้าในเครือแล้วว่า จะเริ่มปิดศูนย์และห้างสรรพสินค้าเป็นเวลา 7 เดือน เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม-สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2553 โดยประมาณ เพื่อให้เตรียมแผนรองรับในเรื่องต่าง ๆ






นายสุวัฒน์ ทองร่มโพธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเอฟ ซีเนม่า ซิตี้ จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทได้รับแจ้งเรื่องการปิดศูนย์จากกลุ่มเซ็นทรัลอย่างเป็นทางการแล้ว โดยก่อนหน้านี้บริษัทได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้วด้วยการทำเซอร์เวย์พฤติกรรมการดูภาพยนตร์ของกลุ่มลูกค้าของเอสเอฟ เอ็กซ์ ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว ซึ่งพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การดูหนังใกล้เคียงกับกลุ่มที่ใช้บริการที่เซ็นทรัลเวิลด์



ดังนั้นในแผนการตลาดบริษัทจึงทำการสื่อสารในรูปแบบไดเร็กต์เมล์ส่งตรงถึงกลุ่มลูกค้าเพื่อแจ้งสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้รับหากลูกค้ากลุ่มดังกล่าวนี้ไปใช้บริการที่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาฐานกลุ่มลูกค้าเดิมให้เปลี่ยนไปใช้บริการในสาขาใกล้เคียงแทน จึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะไม่เปลี่ยนไปไหน ทั้งนี้สาขาลาดพร้าวนั้นถือว่าทำรายได้ติดอันดับ 1 ใน 3 และยอมรับว่า การปิดศูนย์ในครั้งนี้จะทำให้รายได้ในช่วงนั้นหายไป แต่เชื่อว่าหลังจากปรับเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตัวเลขคนดูหนังน่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมาแน่นอน และไม่กระทบกับตัวเลขรายได้รวมของบริษัทในปีหน้า เนื่องจากปีนี้บริษัทได้เปิดสาขาใหม่ถึง 4-5 สาขา ซึ่งทุกสาขาจะส่งผลต่อตัวเลขผลประกอบการในปีหน้าทั้งสิ้น



แหล่งข่าววงการแฟชั่นรายหนึ่งกล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มสินค้าแฟชั่นนั้นยังคงอยู่ชั้นเดิมแต่ศูนย์ได้ปรับใหม่ให้ใกล้กับส่วนหน้าของห้างมากขึ้น ซึ่งส่วนตัวยอมรับว่า การปิดศูนย์อาจกระทบบ้างในด้านรายได้เนื่องจากลาดพร้าวเป็นสาขาที่บริษัททำยอดขายได้ดีมาก แต่ก็คงไม่มากนักจนกระทบต่อรายได้รวมของแบรนด์



เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากคลินิกความงามมองว่า ทางผู้บริหารเองก็กำลังเช็กข่าวอยู่ว่าการปิดรีโนเวตจะกระทบคลินิกอย่างไรบ้าง เพราะถือเป็นสาขาที่มีลูกค้ามากพอสมควร ซึ่งก็คงต้องเตรียมแผนรองรับ แต่เบื้องต้นต้องคุยกับทางศูนย์ก่อนเพื่อรับทราบเงื่อนไขหรือมาตรการช่วยเหลือของทางศูนย์ ว่าจะออกมาในรูปแบบใด"



และจากการสอบถามไปยังพนักงานขายกลุ่มร้านค้าในเครือเซ็นทรัลรีเทลกล่าวว่า เบื้องต้นทราบเพียงว่าบริษัทจะให้พนักงานขายกระจายไปอยู่สาขาต่าง ๆ ในระหว่างที่ลาดพร้าวปิดการซ่อมใหญ่



Reblog this post [with Zemanta]

กลยุทธ์ "ห้างหรู" มัดใจคนรวย บ่งบอกตัวตนและอภิสิทธิ์ชน

Siam Paragon 6Image via Wikipedia


ด้วยภาพที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบนเป็นหลักมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น 12 ปีที่เปิดศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม หรือล่าสุดครบรอบ 4 ขวบของสยามพารากอน นอกเหนือจาก "สินค้าและบริการ" การสร้างความใกล้ชิดและสนิทเหมือนเพื่อนจะเข้ามาเพิ่มเป็นแรงหนุนให้ 2 ห้างหรูฉีกหนีจากคู่แข่ง



"เกรียงศักดิ์ ตันติพิภพ" ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามพารากอน และดิ เอ็มโพเรียม เล่าถึงการเปิดตัว "บัตรเอ็มแพลตตินั่ม" อาวุธใหม่ที่จะเข้ามาสร้างกระแสและมัดใจกลุ่มลูกค้าคนรวยต่อจากนี้



แม้ว่าบัตรสมาชิกแพลตตินั่มตัวนี้ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างลูกค้าระดับบนกับศูนย์การค้ามายาวนานแต่ครั้งนี้จะให้มากกว่า หลังทุ่มงบฯกว่า 80 ล้านบาท พัฒนาระบบไอที เพื่อสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น



ปัจจุบันจำนวนสมาชิกที่ถือบัตรมี 20,000 ราย และกว่า 90% มีการใช้จ่ายผ่านบัตรแพลตตินั่มต่อเนื่อง และศูนย์จะไม่มีการเพิ่มจำนวนไปมากกว่านี้แล้ว




"เกรียงศักดิ์" ชี้ว่า จำนวน 2 หมื่นรายนี้ถือว่าเหมาะและพอดีแล้ว เพราะเป็น 2 หมื่นรายที่เป็นลูกค้าชั้นครีมจริง ๆ มีอำนาจซื้อมากในตลาด ที่สำคัญ กลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่ศูนย์การค้าคัดเลือกและเชิญมาเป็นสมาชิก การดูแลจึงต้องพิเศษและใส่ใจ จากการเก็บข้อมูลพบว่าทาร์เก็ตนี้มียอดการใช้จ่ายต่อบิลสูงกว่า 2-3 หมื่นบาทต่อครั้งมากกว่าลูกค้าทั่วไป 7-10 เท่า และเฉลี่ยทุกเดือน กลุ่มนี้จะมาช็อปปิ้งประมาณ 3 ครั้ง



ที่ผ่านมา หลาย ๆ ครั้ง การทำซีอาร์เอ็มกับลูกค้ามักพบว่าไม่ตรงจุดและตรงใจกับลูกค้า รีเวิร์ด หรือของรางวัลก็มักไม่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อาทิ แจกหม้อหุงข้าว-ตู้เย็นให้ลูกค้าผู้ชาย แจกไม้ตีกอล์ฟให้กับลูกค้าผู้หญิง แต่รูปโฉมใหม่ของเอ็มแพลตตินั่มจะตรงจุด รู้ใจ และเป็นเหมือนเพื่อนสำหรับลูกค้า จากดาต้าที่มี ทำให้ศูนย์การค้ารู้ว่า รางวัลที่ทาร์เก็ตคนรวยเหล่านี้อยากได้มากที่สุดคือไมล์แลกตั๋วเครื่องบิน รวมถึงกิจกรรมและ อีเวนต์ที่เงินไม่อาจซื้อได้ เพื่อสะท้อนตัวตนและความเป็นอภิสิทธิ์ชนของคนเหล่านี้



นั่นทำให้ "เอ็มแพลตตินั่ม" จับมือกับการบินไทย รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น โรงแรม รีสอร์ต โรงพยาบาล และสถานบันเทิง เพื่อตอบโจทย์ตลาด โดยลูกค้าสามารถช็อปปิ้งและสะสมแต้มจากร้านค้ากว่า 100 แบรนด์ในศูนย์การค้าที่เข้าร่วมได้ นอกเหนือจากดีพาร์ตเมนต์ ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น ลักเซอรี่ ตกแต่งบ้าน และ รถซูเปอร์คาร์ ที่ไม่เคยเข้าร่วมกับใคร มาก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาพูดจากันเป็นปี อาทิ Burberry, Bally, Coach, BMW, Lamborghini, Pendulum, Time Midas, Barbara Barry และ Casabella By Modernform เป็นต้น ทุก 25 บาท จะกลายเป็นคะแนนสะสม 4 คะแนน นั่นหมายความว่า 4 คะแนน สามารถแลกไมล์บินได้ 1 ไมล์ ยังไม่นับกิจกรรมและอีเวนต์เด็ด ๆ ที่จะมาเซอร์ไพรส์ต่อเนื่อง



"ไม่มีใครให้มากกว่านี้อีกแล้ว"



คำยืนยันอย่างมั่นอกมั่นใจของ "เกรียงศักดิ์" ที่เชื่อว่าบัตรอภิสิทธิ์ชนนี้จะกลายเป็นกลยุทธ์มัดใจกลุ่มลูกค้าคนรวย ที่สร้างรายได้ให้กับศูนย์การค้ากว่า 10% จากรายได้รวมทั้งหมด และหลังจากรีเฟรชบัตรครั้งใหม่นี้ กลุ่มครีม 2 หมื่นคนนี้จะเร่ง ยอดขายให้ขยับได้ถึง 30% กันเลยทีเดียว




Reblog this post [with Zemanta]

Sunday, December 6, 2009

Retail law versions must be reconciled, say ministers

เข้าสภาฯImage by Keng Susumpow via Flickr


Economic ministers yesterday approved the draft retail and wholesale act in principle, but told the Commerce Ministry and related parties to patch up certain differences.

The meeting chaired by Prime Minister Abhisit Vejjajiva directed the ministry to work with the Thailand Trade Representative Office (TTR) and the Council of State to sort out differences between the draft prepared by the ministry and another one by the TTR and merge them into one proposal before submitting it for parliamentary debate.

Key differences between the two drafts involve a proposal to set up a committee to oversee and approve new retail outlet expansion, operating hours of so-called modern trade stores, and the establishment of a development fund to help small retailers.

The Commerce Ministry draft calls for two committees - central and provincial - while the TTR proposed to set up only a single central committee chaired by the permanent secretary for Commerce.

Proposed retail developments in Bangkok would need permission from a 15-member committee chaired by the commerce minister, while developments in the provinces would require approval from a 13-member committee chaired by the provincial governor, according to the Commerce Ministry draft, which passed through nine public hearings.

The retail law has been in the works for nearly five years. Small businesses maintain that better measures are needed to regulate the expansion of large chains, which threaten the livelihoods of thousands of mainly family-run shops.

They maintain that the existing urban zoning regulations overseen by the Interior Ministry's department of Town and Country Planning do not go far enough.

Putthipong Punnakan, a vice-minister to the Prime Minister's Office, said the Commerce Ministry was directed to address the differences and submit the proposal to economic ministers again next week.

Ministers yesterday also discussed the possible impact of the Dubai debt crisis and Vietnam's dong devaluation on Thailand.

Mr Putthipong said ministers saw the Dubai debt scare as unlikely to affect Thai economy, but admitted the devaluation of the Vietnamese currency would slightly affect Thai exports, particularly textiles, footwear, seafood, canned and finished food products and farm products such as rice and rubber.

According to report prepared by the National Economic and Social Development Board, there are few Thai investments in the troubled business hub of the United Arab Emirates.

Thai investments in Dubai are worth only about US$140 million, according to the report.
Reblog this post [with Zemanta]

LinkWithin

Related Posts with Thumbnails