Pages

Thursday, November 19, 2009

Boots prioritises Thai branch expansion

Boots GroupImage via Wikipedia

Thailand is a key market for Boots International's expansion plans next year.

The firm also became the first major retail chain to get clearance from the Food and Drug Administration to sell erectile dysfunction drugs.

Gordon Farquhar, managing director of Boots International, said it would continue to invest in Thailand, the US, the Netherlands and Norway.

"Thailand is a very important market and contributes about half of our global sales," he said, while in Bangkok yesterday.

Boots, which opened its first branch in Thailand at SCB Park in Bangkok 12 years ago, now has 160 stores nationwide.

"Thailand is the best place to continue our expansion. However, we will expand step-by-step with the right products and services," said Mr Farquhar.

Ian Hunter, managing director of Boots Retail (Thailand), the local operator, said the company plans to open 10 new stores next year, bringing the total outlets to 176 in its 2010 financial year, which starts April 1.

The expansion will help sales grow by double-digits next year, he said.

Yesterday, the company announced it had received approval from the Food and Drug Administration to sell erectile dysfunction pills to men with a doctor's prescription for the drug. Some 121 Boots outlets are certified to sell the medicine.

After getting the FDA approval, Boots will become the biggest retail chain to sell the drug, with the potential to gain a 50% market share in the future.

Currently, there are about 350 certified pharmacies nationwide that can sell the drug. The market for erectile dysfunction pills in Thailand is valued at about 300 million baht.
Reblog this post [with Zemanta]

Monday, November 16, 2009

TESCO LOTUS ผุดอีกตำบลวังไผ่ชุมพร

Lotus Tesco in Udon Thani, ThailandImage by sama sama - massa via Flickr


ตำบลวังไผ่ ชุมพร เนื้อหอม "เทสโก้ โลตัส" ผุดสาขาเพิ่มเป็นรายที่ 3 หลังแม็คโครและคาร์ฟูร์ปักธงแล้ว ชมรมผู้ค้าปลีกชุมพรจี้เทศบาลตำบลวังไผ่เร่งแก้เทศบัญญัติขนาดอาคารค้าปลีกกลับไปเป็น ไม่เกิน 500 ตร.ม. แนะกระจายไปลงทุนพื้นที่อื่นบ้าง






นายไชยพลา สมบัติบริบูรณ์ ประธานชมรมผู้ค้าปลีกจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ขณะนี้ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งได้ติดต่อซื้อที่ดิน 30 ไร่ ริมถนนสายชุมพร-ระนอง เยื้องกับปั๊มเอสโซ่โชคอนันต์ ต.วังไผ่ อ.เมืองชุมพร ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลวังไผ่ เพื่อก่อสร้างอาคาร ทั้งที่ปัจจุบันพื้นที่ในเขตเทศบาลตำบลวังไผ่ มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่แล้วถึง 2 ราย คือ แม็คโครและคาร์ฟูร์ หากมีการอนุญาตให้ก่อสร้างห้างขนาดใหญ่อีก ร้านค้าขนาดเล็กในเขตเทศบาลตำบลวังไผ่ และในเขตเทศบาลเมืองชุมพรที่มีพื้นที่ติดกันคงอยู่ไม่ได้




นายไชยพลากล่าวว่า ก่อนนี้ในการประชุมร่วมระหว่างนายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายมาโนช ธัญญาบัตร นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลวังไผ่ และผู้แทนชมรมผู้ค้าปลีกจังหวัดชุมพร ได้ข้อสรุปว่า เทศบาลตำบล (ทต.) วังไผ่จะทำประชาพิจารณ์เพื่อแก้เทศบัญญัติ "อาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่ง" ที่มีขนาดไม่เกิน 9,000 ตร.ม.ให้กลับไปเป็นขนาดไม่เกิน 500 ตร.ม.เหมือนเดิม และขอให้ผู้ว่าฯชุมพรจัดประชาพิจารณ์ในท้องถิ่นและพื้นที่โดยรอบที่จะมีการก่อสร้างห้างค้าปลีกค้าส่ง



"ขณะนี้ ทต.วังไผ่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ซึ่งที่ปรึกษาด้านกฎหมายของชมรมยืนยันว่า ทต.วังไผ่สามารถแก้เทศบัญญัติกลับไปได้เลยเมื่อมีการประชุมสภาเทศบาลโดยไม่ต้องทำประชาพิจารณ์อีก ชมรมผู้ค้าปลีกชุมพรจึงขอให้นายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร ช่วยเหลือ โดยขอยืนยันว่า ชมรมฯมิได้ต้องการขัดขวางความเจริญแต่ต้องการอยู่บนพื้นฐานเศรษฐกิจ พอเพียงเท่านั้น" นายไชยพลากล่าว



ด้านนายสราวุธ อ่อนละมัย ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การอนุมัติให้ก่อสร้างอาคารเป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ขณะนี้ในตำบลวังไผ่มีห้างขนาดใหญ่แล้ว 2 แห่ง หากมีรายใหญ่เข้ามาอีกคงทำให้ร้านค้าขนาดเล็กในตำบลวังไผ่และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบแน่นอน ดังนั้นห้างขนาดใหญ่ที่จะมาเปิดสาขาที่ชุมพรอีกควรกระจายไปยังพื้นที่อื่นบ้าง ไม่ควรมากระจุกตัวอยู่ในที่ใกล้ ๆ กันแบบนี้" นายสราวุธกล่าว



แหล่งข่าวในเทศบาลตำบลวังไผ่เปิดเผยว่า การแก้เทศบัญญัติเกี่ยวกับพื้นที่ก่อสร้างอาคารพาณิชยกรรมค้าปลีกค้าส่งจาก ไม่เกิน 500 ตร.ม. เป็นไม่เกิน 9,000 ตร.ม.เกิดขึ้นก่อนการก่อสร้างห้างแม็คโครและคาร์ฟูร์ในพื้นที่ตำบลวังไผ่ แต่การที่ชมรมค้าปลีกชุมพรต้องการให้มีการแก้ไขเทศบัญญัติดังกล่าวกลับไปเป็นไม่เกิน 500 ตร.ม. คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะก่อนการแก้ไขเป็นไม่เกิน 9,000 ตร.ม. ทางเทศบาลตำบลวังไผ่ได้ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่แล้ว



ส่วนกรณีที่ชมรมผู้ค้าปลีกชุมพรระบุว่า มีการกว้านซื้อที่ดินประมาณ 30 ไร่ เยื้องปั๊มน้ำมันเอสโซ่โชคอนันต์ ต.วังไผ่ ริมถนนชุมพร-ระนองนั้นเป็นความจริง แต่ขณะนี้นายกเทศมนตรีตำบลวังไผ่ยังไม่มีการลงนามอนุมัติให้ก่อสร้างอาคารของห้างใด



รายงานข่าวแจ้งว่า ค้าปลีกขนาดใหญ่ที่จะเปิดสาขาเพิ่มอีกเป็นรายที่ 3 ในตำบลวังไผ่ ริมถนนชุมพร-ระนอง คือ เทสโก้ โลตัส ซึ่งปัจจุบันเทสโก้ โลตัส เปิดสาขาแรกอยู่ที่อำเภอหลังสวน ขณะที่คาร์ฟูร์จะเปิดบริการกลางเดือน ธ.ค.นี้



Reblog this post [with Zemanta]

Sunday, November 15, 2009

Central prepares for return of tourists


Central Retail Corporation will continue a store facelift for its Central Festival Phuket shopping complex next year to prepare for a tourism recovery and a return of foreign tourists to the island. A presenter in a colourful octopus costume promotes the Central Festival Phuket facelift, for which CRC has allocated 100 million baht.

The plan reflects improving sentiment in Phuket's tourism business. Direct and connecting flights to the island have edged up, particularly from China and Germany. The company plans to invest in internal design and a merchandising mix that matches customer demand, said Thanapon Tangkananan, CRC's vice-president for business development. From 30 to 40 tenants are waiting to open shops at Central Festival Phuket.


CRC has also allocated 100 million baht to renovating the complex and its surroundings. It has built a pedestrian bridge, linking the project with HomeWorks, and added a convention hall to serve government agencies planning exhibitions and fairs on the island.

The company is developing an education zone on the second floor of the mall, replacing HomeWorks DIY. Areas for children's clothes and for gift shops will be built on the fourth floor. Tops Market has also been upgraded to Central Food Hall. These changes should encourage shoppers to visit more often and stay longer than two hours per visit.

Central Festival Phuket has seen a 3-4% growth in traffic with about 4 million shopper visits to the complex in the first nine months of this year. Average spending remains about 1,000 to 3,000 baht per bill.

Mr Thanapon, also president of the Thai Retailers Association, expects the overall retail industry to grow by 4-5% this year, mainly driven by the setting up of new retail stores. Growth is expected to top 5% next year, spurred by the government's economic stimulus packages such as Thai Khem Kaeng, and investment in megaprojects such as railways.

Meanwhile, Central Pattana Plc, the developer of Central shopping complexes, is to spend more than 150 million baht to launch the "CentralPlaza Gift Wonderland 2010" and "The World of Happiness @ CentralWorld" campaigns to fuel year-end spending.

More than 200 events will be organised at all Central Plaza shopping complexes. The campaigns are aimed at boosting sales during the festive season.

Nattakit Tangpoonsinthana, CPN's executive vice-president for marketing, said the company is confident that its overall revenue growth this year will be at least 25%. The company also hopes to attract 20% more customers and to increase sales at its shopping complexes during the festive season by 15-20%.
Reblog this post [with Zemanta]

Thursday, November 12, 2009

GAYSORN FOCUS NEW YEAR PROMOTION

GaysornImage by sodabiscuit via Flickr


"เกษร" เร่งอุณหภูมิโปรโมชั่นเพิ่มความแรงกระตุ้นตลาดปลายปี เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่รับกำลังซื้อไทย-เทศ ส่งสัญญาณบวกคึกคัก พร้อมขยายฐานเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่-ครอบครัวผ่านช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก มั่นใจดึงยอดขายจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น สิ้นปีปิดตามเป้า 10%

นางสาธิมา ทานาเบ้ รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เกษร แลนด์ แอสเซท แมนเนจเมนท์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดค้าปลีกในช่วงปลายปีคาดว่าจะกลับมาคึกคักและมีสีสันมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมายยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาภาพลบต่าง ๆ ภายในประเทศ โดยสัญญาณบวกเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทั้งในแง่ของตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามามากขึ้นซึ่ง วัดจากการจับจองห้องพักและบริษัททัวร์ที่ศูนย์ได้มีแคมเปญกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย



รวมทั้งวัดจากยอดขายและตัวเลขการ จับจ่ายของลูกค้าภายในศูนย์ที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับช่วงปลายปีเป็นหน้าขายและเทศกาลท่องเที่ยวของธุรกิจค้าปลีกอยู่แล้ว



ทั้งนี้เกษรฯได้ปรับสัดส่วนรายได้ใหม่ อีกครั้ง จากเดิมต้นปีที่จำนวนนักท่องเที่ยวหดหาย ศูนย์ได้หันมาโฟกัสที่กลุ่มลูกค้าในประเทศมากขึ้น แต่คาดว่าแนวโน้ม นักท่องเที่ยวที่จับจองที่พักและทัวร์ในช่วงปลายปีที่เข้ามามากขึ้น สัดส่วนรายได้ จากนักท่องเที่ยวจะขยับขึ้นมาเป็น 40% โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มอาหรับ 8 ประเทศ, รอยัล แฟมิลี่ต่างประเทศ, อินเดียและจีนที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อหลัก



นางสาธิมากล่าวว่า นอกจากนี้เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงปลายปี เกษรฯได้ปรับกลยุทธ์ในแคมเปญ "เพียว รีวอร์ด" ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ประจำปีของศูนย์ที่จัดมา ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยเน้นการสร้างซินเนอร์จีร่วมกับพันธมิตร 2 กลุ่มหลัก คือ บัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส และ The Leading Hotels of the World เครือข่ายโรงแรม ดังระดับโลก



โดยปีนี้ได้เพิ่มความแรงของโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งจับมือกับร้านค้าในศูนย์ลุ้นชิงของขวัญจากซูเปอร์แบรนด์ อาทิ เอมิลิโอ ปุชชี่, ลาเพอร์ลา, เอ็มโพริโอ อาร์มานี่, เบอร์เบอรี่, ซัลวาทอเร่ เฟอร์รากาโม่, ดันฮิลล์, ดาวิดอฟ์, โทมัส พิงค์, ทูมิ, ควานเพ็ญ,พีเอ็มที ดิ อาวเวอร์กลาส, แทค ฮอยเออร์, มารีส เดคเคอร์, แอสเทอร์สปริง, ปัญญ์ปุริ, ธานเนทีฟ เป็นต้น สำหรับลูกค้าที่มียอดจับจ่ายสูงสุดเพื่อดึงดูดนักช็อปทุกเจเนอเรชั่น



รวมทั้งได้ตกแต่งดิสเพลย์ทั้งภายนอกและภายในศูนย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ "เกษร คริสต์มาส แฟนตาซี" สร้างความแปลกตา ไม่ซ้ำใคร เพื่อขยายฐานลูกค้าเดิมเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัวซึ่งจะเริ่มกิจกรรมทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า นอกจากเพื่อสร้างสีสันเร่งกำลังซื้อในกลุ่มทาร์เก็ตหลักแล้ว ยังต้องการขยายฐานใหม่เพื่อดึงทราฟฟิกใน 2 กลุ่มนี้ให้เข้ามาเดินในศูนย์มากขึ้น



"การดึงกลุ่มเจเนอเรชั่นใหม่ ๆ เข้ามา เดินในศูนย์มากขึ้นจะเป็นกลยุทธ์ระยะสั้นที่เราต้องการขยายฐานลูกค้าเหล่านี้ให้เข้ามา แต่ไม่ได้หมายความว่าทาร์เก็ตของเกษรฯจะเปลี่ยนมาตรงนี้ เพียงแต่เราอยากจะเป็นศูนย์สำหรับทุกคนในครอบครัว ซึ่งกิจกรรมคริสต์มาสของเกษรฯจะดึงกลุ่มใหม่นี้เดินเข้ามามากขึ้น และคาดว่ายอดจับจ่ายจากแคมเปญนี้จะเพิ่มขึ้น 8-10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว"



ควบคู่กับแคมเปญส่งเสริมการขายช่วงท้ายปี เกษรฯได้เพิ่มช่องทางสื่อสารเพื่อขยายฐานลูกค้าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook ซึ่งได้เริ่มมาแล้วระยะเวลาหนึ่งและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หลังจากนี้ไปจะเน้นทำแบรนด์มิกซ์เพื่อเจาะลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวเพิ่มมากขึ้น จากที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มลูกค้านี้ให้ความสนใจสินค้าหมวดไทยดีไซเนอร์ สปาแอนด์บิวตี้ และอาหาร-เครื่องดื่มเป็นหลัก รวมทั้งเตรียมเปิดตัวแบรนด์ Culti ไลฟ์สไตล์สโตร์, แบรนด์เครื่องหอม Santa Maria Novella และร้านผ้าไหมไทย Almeta Silk สินค้าตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์ที่ทำจากผ้าไหมทอมือ เป็นต้น ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีศูนย์จะมี รายได้เติบโตขึ้น 10%



Reblog this post [with Zemanta]

Wednesday, November 11, 2009

New law to curb modern trade outlets

Checkouts at Tesco Lotus WattanaImage by paulancheta via Flickr

A new law will require operators of modern retail stores to gain official permission before they can build new outlets, says vice commerce minister Veerasak Jinarat.

The draft retail law will cover stores larger than 120 square metres. It will also establish committees, drawn from the public and
private sectors, to vet new developments.

After feedback from nine
public hearings nationwide, the government and retailers have agreed that four types of businesses should require official permission to be developed. They are very large retailers with outlets larger than 3,000 sq m; large retailers sized 1,000 to 2,999 sq m; medium-size retailers of 300 to 999 sq m; and small retailers sized 120 to 299 sq m.

Proposed retail developments in Bangkok will need permission from a 15-member committee chaired by the commerce minister.

Developments located upcountry will seek approval from a 13-member committee chaired by the provincial governor.

There are also limits on how close to municipal areas new retail developments can be, ranging from 1km for small retailers and 3km for medium-size to 5km for large and 10km for very large retailers.

The committees will also decide on the retailers' operating hours.

Recent figures show there are 9,921 modern retail stores nationwide, including 636 branches of
Tesco Lotus, 77 Big C, 43 Makro, 38 Carrefour and 5,100 7-Eleven.

Somchai Pornratanacharoen, president of Thailand's Wholesale and Retail Association said the government should be brave and push the legislation through.

"If the retail law is not implemented within two years it will be useless because the large retailers would dominate the whole market the next four to five years," Mr Somchai said.

A few large retailers now control about 60% of the 1.4 trillion baht
retail market.

Reblog this post [with Zemanta]

Tuesday, November 10, 2009

การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา MK



สุกี้MK เป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบ จากความสำเร็จในเชิงธุรกิจที่เริ่มต้นจาก ร้านสุกี้ก่อนพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่มธุรกิจอาหารระดับภูมิภาคในปัจจุบัน ฤทธิ์ ธีรโกเมน ประธานกรรมการ บริษัท MK เรสโตรองต์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงทิศทาง และเบื้องหลังความสำเร็จของMK





ทิศทางของMK?

กับทิศทางของMK ฤทธิ์ บอกว่า ปัจจุบัน MKมีสาขาราว 300 แห่ง และบริษัทประเมินว่า เมื่อขยายถึง 500 แห่ง ตลาดในไทยคงอิ่มตัว "เราก็คิดว่าต้องไปต่างประเทศ" เขากล่าว

"
ปัจจุบัน MKมีสาขา 18 แห่งในญี่ปุ่น และจะเปิดสาขาแรก ในเวียดนาม เดือนธันวาคมนี้ คือ ทิศทางต่อไปคือไปต่างประเทศ เพราะระบบที่เราพัฒนาขึ้นมาเป็นมาตรฐานโลก ทำให้MKสามารถมี ที่ไหนก็ได้ จะส่งอาหารจากเมืองไทยไปก็ได้ สามารถผ่านการตรวจสอบของสำนักงานอาหารและยา ของประเทศนั้นๆ ได้" ฤทธิ์ขยายความ




ระบบของMK

ประธานกรรมการMK บอกว่า MKเริ่มพัฒนาระบบในการบริหารองค์กรตั้งแต่สาขาเพิ่มเป็น 70-80 แห่ง ซึ่งถือว่ามากสำหรับธุรกิจร้านอาหารในไทยขณะนั้น อีกทั้ง คนไทยยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจร้านอาหารที่มีขนาดใหญ่เช่นนั้นมาก่อน จากโจทย์ที่ว่า เราจึงมองว่าหากจะพัฒนาต้องให้เทียบชั้น มาตรฐานโลกเหมือนนักกีฬา ถ้าระดับโลกต้องโอลิมปิก




หนึ่งในประสบการณ์สู่มาตรฐานโลกของMK คือ การสร้างโรงงานอาหาร

"ตอนนั้นก็ปิดโรงงานเก่า และสร้างโรงงานที่สอง ออกแบบใหม่หมด ใช้มาตรฐานโลก พอเสร็จแล้วให้พวกตรวจสอบมาตรฐานโรงงานอาหารมาตรวจสอบว่า เทียบเท่า ญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ ได้หรือไม่ เชิญเพื่อนที่ทำแมคโดนัลด์ หรือเคเอฟซี มาดูโรงงานบ้าง เขาบอกว่าเทียบเขาได้" ฤทธิ์เล่าตอนหนึ่ง และต่อว่า ต่อจากนั้น MKค่อยๆ พัฒนาระบบต่างๆ เช่น การฝึกอบรม และอื่นๆ โดยยึดเกณฑ์เดียวกัน คือ "ต้องมาตรฐานโลก"

การตัดสินใจยึดมาตรฐานโลกในการพัฒนาองค์กร ทำให้MKสามารถยืนหยัดได้อย่างสบาย เมื่อสาขาเพิ่มเป็น 200 แห่ง " เป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะหากเราไม่วางมาตรฐานตอนนั้น (ช่วงที่มีสาขา 70-80 แห่ง) ตอนขยายมาเป็น 200 สาขา เราคงมีปัญหามาก"

เปิดแผนโกอินเตอร์




เช่นที่กล่าวถึงข้างต้นว่า วิสัยทัศน์ของผู้บริหารMKในการนำพาองค์กรให้เติบโตต่อไป คือ มุ่งตลาดต่างประเทศ ฤทธิ์ ขยายความกลยุทธ์ว่า MKจะจับมือกับพันธมิตรต่างแดน เพื่อประสานความชำนาญในการรุก เขากล่าวถึง ร้านอาหารยาโยอิ พันธมิตรรายแรกของMKที่MKถึงเข้ามาขยายสาขาในไทย 3 ปีแล้ว และในขณะเดียวกัน MKได้ใช้สายสัมพันธ์กับยาโยอิ ในการขยายสาขาMKที่ญี่ปุ่นเช่นกัน




"ต่อไปเรากับยาโยอิ จะบุกไปต่างประเทศด้วยกัน แบบเปิดเป็นร้านคู่ ซึ่งเมืองไทยเราเปิดคู่หลายแห่งแล้ว เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน เป็นโค แบรนด์ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก เวลาเบื่ออาหารร้านใดร้านหนึ่ง" ประธานกรรมการ MK เล่าก่อนปิดท้ายแผนรุกของMKว่า




มีเป้าขยายร้านอาหารไทย ณ สยาม ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดจากคุณแม่ ซึ่งเดิมเปิดร้านอาหารไทยชื่อ MKอยู่บริเวณสยาม สแควร์ ต่อมาเมื่อทางครอบครัวตัดสินรุกธุริกจสุกี้ จึงเลือกใช้แบรนด์MKกับร้านสุกี้ และสร้างแบรนด์ ณ สยาม สำหรับร้านอาหารไทย เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน

ถึงวันนี้สุกี้MK กำลังมุ่งหน้าสู่การเป็นธุรกิจระดับภูมิภาค ด้วยการขยายสาขาในต่างประเทศ



อะไรคือ กุญแจดอกสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จขององค์กรธุรกิจแห่งนี้

ฤทธิ์ตอบคำถามนี้อย่างมั่นใจ "เพราะเราชอบเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา" เขายกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเล็ก แต่เป็นจุดเปลี่ยนของร้านสุกี้MK เช่น ตัดสินเปลี่ยนมาใช้เตาไฟฟ้า หรือ การทดลองทำชามใส่อาหารทรงเหลี่ยม เพื่อประหยัดพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะ และที่กำลังทำอยู่เวลานี้ คือ เปลี่ยนประเภทตะเกียบ ซึ่งถือเป็นเรื่องท้าทายของMKมาก




เนื่องจากตะเกียบไม้ ที่ใช้ปัจจุบัน แม้ไปได้ดีกับอาหารหม้อร้อน แต่สวนทางกับกระแสโลกที่มุ่งอนุรักษ์ "การหาสิ่งทดแทนตะเกียบไม้ยากมาก เพราะในหม้อร้อน เราคิดหลายทางถ้าจะมาแทนต้องแก้ปัญหาให้จบ ล่าสุดลองเอาสเตนเลสส์มาแทนแบบเกาหลี ตอนนี้กำลังทดลองอยู่"

เขาบอกว่า หลักคิดในการบริหารของMK ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง เราคิดว่า "ถ้ามีประโยชน์กับลูกค้า แม้แต่เพียงนิดเดียว เราจะทดลองทำทันที"




นอกจากพฤติกรรมองค์กร ที่ไม่หยุดนิ่งแล้ว ฤทธิ์ บอกว่า เบื้องหลังความสำเร็จของMKนั้น มาจากวัฒนธรรม 14 ข้อ ซึ่งติดอยู่ในทุกหน่วยงาน ซึ่ง ฤทธิ์ บอกว่า เป็นการแปรเอาคุณค่าจากยุคของคุณแม่ ที่มักทักทายกับลูกค้า และพร้อมจะทำใหม่ให้ ถ้าหากไม่อร่อย มาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของMK ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่นำความสำเร็จมาสู่MK









Reblog this post [with Zemanta]

DTRA ชงโปรเจ็กต์ 'โชวห่วยเข้มแข็ง'

Shibuya - 7ElevenImage by UnholyKnight via Flickr


สมาคมฯค้าปลีกทุนไทย โชว์ผลงานชงโครงการ "โชวห่วยเข้มแข็ง" เสนอรัฐ หลังพ.ร.บ. ค้าปลีกฯ ส่อเค้าเลื่อนยาว เผยเป้าหมายสร้างเครือข่าย รวมพลังสั่งซื้อสินค้าต้นทุนต่ำ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ แข่งค้าปลีกต่างชาติที่แพร่สาขา ค้าขายไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดช่องดึงยักษ์ค้าปลีก ซัพพลายเออร์ร่วมเป็นสมาชิก




นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว นายกสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย หรือ DTRA และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยว่า หลังเปิดตัวสมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทยหรือดีทีอาร์เอ อย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สมาคมพร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการเพื่อสมาชิกทันที โดยล่าสุดสมาคม เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจค้าปลีกหรือค้าส่ง พ.ศ. ... ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ จัดขึ้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญของการนำเสนอเป็นการผลักดันให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการค้าปลีกที่เป็นทุนไทย พร้อมเสนอแนะให้เกิดโครงการโชวห่วยเข้มแข็ง ตามนโยบายภาครัฐในการจัดทำโครงการไทยเข้มแข็ง





ทั้งนี้พบว่าแม้ปัจจุบันจะมีผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์กว่า 4 แสนราย และมีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่ร้านโชวห่วยจำนวนมากยังไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถปรับตัวรับการแข่งขันกับผู้ประกอบการค้าปลีกที่เป็นทุนต่างชาติ ที่ขยายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ และทำการค้าไม่เป็นธรรม ดังนั้นการจะสร้างให้โชวห่วยเข้มแข็งสามารถกระทำได้หลายวิธี ซึ่งสำคัญจะต้องมีการรวมตัวกันสร้างเครือข่าย เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน



"การรวมกลุ่มกันครั้งนี้7ELEVEN ในฐานะพี่ใหญ่ จะเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ผลักดัน เพื่อสร้างให้เครือข่ายเข้มแข็ง พร้อมสนับสนุนให้เกิดการฝึกอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ การแก้ไขปัญหาด้านการเงิน การรวมกันสั่งซื้อแบบสหกรณ์เพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ เป็นต้น" นายสุวิทย์ กล่าวว่าธุรกิจค้าปลีก ต้องมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับค้าปลีกได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือกัน แม้ที่ผ่านมาในอดีตจะมีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลายสมาคม แต่ยังไม่มีสมาคมใดที่เป็นสมาคมของนักลงทุนไทยแท้จริง และรับเฉพาะสมาชิกที่เป็นนักลงทุนของคนไทย



สำหรับแผนการในอนาคตนั้น การทำงานของสมาคมจะมุ่งพัฒนาความรู้ ความสามารถ โดยเฉพาะค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ การสร้างนวัตกรรมเชิงบริการ นวัตกรรมสินค้า ให้ผู้ประกอบการทุนไทยที่เป็นรายย่อย ได้มีความรู้ ทักษะแบบรอบด้าน เพื่อให้แข่งขันกับค้าปลีกจากต่างประเทศได้



ทั้งนี้สมาคมพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกทุนไทย หรือ DTRA เริ่มดำเนินการก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 เดือนก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมธุรกิจของผู้ประกอบการค้าปลีกทุนไทย ในการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ทั้งการเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอก การส่งเสริมการผลิตเพื่อให้มีสินค้าเพียงพอกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการค้าปลีก เป็นต้น


ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 20 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสามัญ และในอนาคตจะเชิญองค์กรธุรกิจค้าปลีกทุนไทยที่มีความแข็งแกร่ง เข้าร่วมเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ พร้อมเปิดรับซัพพลายเออร์ทั่วไป เข้าร่วมเป็นสมาชิกวิสามัญ ซึ่งจะทำให้สมาคม มีความเข้มแข็งมากขึ้น




Reblog this post [with Zemanta]

LinkWithin

Related Posts with Thumbnails