Pages

Sunday, August 16, 2009

Carrefour เจอค้านเปิดสาขาที่นครสวรรค์

Giant RetailerImage by Ikhlasul Amal via Flickr


พิษณุโลก - “นครสวรรค์ฟอรัม” รวมพลังต้าน “คาร์ฟูร์” เปิดสาขาที่ปากน้ำโพ ทำหนังสือท้วงถึงผู้ว่าฯนครสวรรค์ แฉ มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ มีเงื่อนงำ อนุมัติให้เช่าพื้นที่ 16 ไร่ ทั้งที่เจตนามูลนิธิมีไว้ให้ลูก-หลานเรียนหนังสือ กลับนำที่ดินเซ็งลี้ห้างค้าปลีกข้ามชาติ



วันนี้ (4 ส.ค.) แกนนำกลุ่มนครสวรรค์ฟอรัม จำนวน 3 คน ได้เดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อยื่นหนังสื่อกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และนายกเทศมนตรี-สมาชิกสภาเทศบาล และมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ที่อนุมัติให้ “ห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์” ก่อสร้างในพื้นที่มูลนิธิจำนวน 16 ไร่




โดยกลุ่มนครสวรรค์ฟอรัม ยืนยันคัดค้านต่อต้านการสร้างห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ ทางกลุ่มได้สอบถามผู้เกี่ยวข้องและศึกษาอย่างละเอียดแล้ว เห็นว่า ต้องคัดค้านการออกข้อบัญญัติเปิดทางให้ก่อสร้างห้างคาร์ฟูร์ และไม่เห็นด้วย ที่มูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ ที่มีมติ (6 ม.ค.52) ให้สิทธิในการเช่าที่ดินของมูลนิธิ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของของโรงเรียนพาณิชย์การวิริยาลัย ทั้ง 14 อาคาร เนื้อที่ 16 ไร่ ระยะเวลา 30 ปี ให้แก่บริษัท เรียล ทูเก็ตเธอร์ ตัวแทนห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ โดยมีหลักฐานการลงนามใน MOU (13 ก.พ.52) ทั้งนี้ โรงเรียนพาณิชย์วิริยาลัย ได้เช่าพื้นที่และอาคารของมูลนิธิมาหลายสิบปี สร้างประโยชน์แก่เมืองนครสวรรค์มานาน จะหมดสัญญาเช่าวันที่ 25 เดือนธันวาคม 52 นี้และได้ยื่นความประสงค์ขอเช่าต่อไปอีก 10 ปี ด้วยค่าเช่า 5 ล้านบาท และยังมี บริษัท เค วี พี ซี จำกัด ยื่นขอเช่าอาคารและที่ดินเดิมที่พาณิชย์วิริยาลัย เช่าอยู่เป็นเวลา 10 ปี เสนอค่าเช่า 10 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นสถานศึกษา (โรงเรียนนานาชาติ) เช่นกัน



แต่มูลนิธิกลับไม่เอา อ้างว่า เงินน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าเสนอมา ซึ่งมีกระแสข่าวแพร่สะพัดว่า คนในมูลนิธิต้องการค่านายหน้า 50 ล้านบาท และค่าเช่าไม่ต่ำกว่าปีละ 1 ล้านบาท ในระยะเวลา 30 ปี



ทั้งที่ข้อบังคับหมวดที่ 2 ของมูลนิธิปากน้ำโพประชานุเคราะห์ ว่าด้วยวัตถุประสงค์ คือ ให้การศึกษาแก่เยาวชน ให้การทำนุบำรุงกิจการพุทธศาสนา จัดการฌาปนสถานและสุสานสาธารณะ เพื่ออุปการะผู้ยากจนและบรรเทาความทุกข์ผู้ประสบภัย ให้ร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์ แต่ไม่ดำเนินการการเมือ



แกนนำกลุ่มนครสวรรค์ฟอรัม ระบุว่า สาเหตุที่กลุ่มออกมาต่อต้านอีกประเด็น ก็คือ การก่อสร้างห้างคาร์ฟูร์ ขัดกฎกระทรวงกระทรวงมหาดไทย ที่ระบุว่า ภายในบริเวณที่ 2 ของเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ ห้ามบุคคลใดก่อสร้าง หรือดัดแปลงอาคารพาณิชยกรรมประเภทค้าปลีกค้าส่งที่มีพื้นที่ใช้สอยอาคารรวมกัน เพื่อประกอบกิจการในอาคารหลังเดียวหรือหลายหลังเกิน 1,000 ตารางเมตร การก่อสร้างห้างสรรพสินค้าคาร์ฟูร์ เนื้อที่ 16 ไร่ ย่อมมีพื้นที่ 8,000-10,000 ตารางเมตร และอาคารที่มีความสูงเกิน 10 เมตร ต้องมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งอาคารศูนย์ราชการหลักของจังหวัดหรืออำเภอ ศาสนสถาน โบราณสถาน หรือสถานศึกษาไม่น้อยกว่า 200 เมตร โดยวัดระยะจากขอบนอกสุดของอาคาร ที่ขออนุญาตถึงแนวเขตที่ดินของสถานที่ดังกล่าว แต่การก่อสร้างอาคารห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ คาดว่า สูงเกิน 10 เมตร และเป็นไปไม่ได้ที่จะมีระยะห่างจากโรงเรียนประชานุเคราะห์ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันเกิน 200 เมตร



Reblog this post [with Zemanta]

Thursday, August 13, 2009

TOPS FOCUS AT VALUE AND QUALITY

Inside a T&T Supermarket.Image via Wikipedia


"เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล" โฟกัสการสร้าง แบรนด์มุ่งครองใจลูกค้า เผยเดินเกมจัดกิจกรรม เน้นคุ้มค่า-คุณภาพ ยึดสโตร์ฟอร์แมตเป็นที่ตั้ง พร้อมชูความหลากหลาย-ประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่หวั่น คู่แข่งโดดลุยบัตรสมาชิก มั่นใจ "สปอต รีวอร์ดการ์ด" เจ๋ง เก็บดาต้ามา 5 ปี อินไซต์คอนซูเมอร์เพียบ



 



นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์ และท็อป เดลี่ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ต้องการความคุ้มค่าคุ้มราคาและคุณภาพ บริษัทจะโฟกัสเรื่องการสร้างแบรนด์ให้ดียิ่งขึ้นเพื่อทำให้ท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ในใจของลูกค้าตลอดเวลาผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมีคุณภาพ แคมเปญการตลาดและการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้น สนุกสนาน มีประสบการณ์ในการช็อปปิ้งที่แปลกใหม่



สำหรับกลยุทธ์ด้านการตลาด ท็อปส์จะเน้นการนำเสนอมาร์เก็ตติ้งแคมเปญที่ดีที่สุดให้ลูกค้าในแต่ละสโตร์ฟอร์แมตซึ่งมีความแตกต่างกัน เช่น บางฟอร์แมตลูกค้าต้องการโปรโมชั่นราคาแรงๆ อย่างซื้อ 1 แถม 1 หรือบางฟอร์แมตที่ต้องการสินค้าใหม่ มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับอาหารต่างชาติ ซึ่งท็อปส์จัดให้เป็นพิเศษสำหรับลูกค้าเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ปีละ 6 ครั้ง



"ความพิเศษของการจัดเทศกาลอาหารในปีนี้คือ การนำอาหารนานาชาติมารวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเลือกซื้ออาหาร และหลังจากงานเทศกาลอาหารนานาชาติก็จะมีงานเทศกาลอาหารของประเทศอื่นๆ ตามมา เช่น ออสเตรเลีย เยอรมนี ซึ่งทำให้ลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติรับรู้ว่าท็อปส์เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่นำเสนอสินค้าต่างประเทศ จนทำให้เขารู้สึกเหมือนอยู่เมืองนอก"



นางสาวภัทรพรกล่าวว่า ควบคู่กับแนวทางดังกล่าวท็อปส์จะมีโปรโมชั่นรูปแบบต่างๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลยุทธ์นี้ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าสมาชิกมียอดซื้อต่อบิลมากขึ้น มีอัตราการเติบโตที่ดี



ล่าสุดได้จัดโปรโมชั่นเรดฮอตกับ แชมพู ขนม และข้าวสาร ก็ทำให้ยอดขายสูงขึ้นถึง 300-400% ส่วนสินค้าในประเทศที่ขายดีคือสินค้าทั่วไปอย่างน้ำมัน ข้าวสาร นอกจากนี้ยังมีสินค้าในประเทศเกรดส่งออกที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะที่สินค้าต่างประเทศพบว่าที่ขายดีมากคือสินค้าจากประเทศญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นกับคนไทยมีไลฟ์สไตล์ที่ใกล้เคียงกัน



ในแง่การแข่งขันกับห้างอื่นๆ ท็อปส์มีเครื่องมือการตลาดที่สำคัญ ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต หรือไฮเปอร์มาร์เก็ต ได้แก่ บัตรสปอต รีวอร์ดการ์ด ที่ทำมานานกว่า 5 ปี และมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด แล้วนำมาวิเคราะห์หา customer insight เพื่อสร้าง action plan สำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่มเพื่อให้สอดคล้องกับ ความต้องการกับของลูกค้าแต่ละกลุ่มให้มากที่สุด เพื่อดึงให้เขาเป็นลูกค้าท็อปส์ต่อไปนานๆ



"ปัจจุบันการที่คู่แข่งหลายๆ ค่ายจะให้ความสำคัญกับการใช้บัตรสมาชิกมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจเรื่องลอยัลตี้โปรแกรมมากขึ้น และยิ่งมีคนเข้ามาเล่นมากก็ยิ่งทำให้ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบได้ว่าบัตรใดคือบัตรที่ทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่ามากที่สุด ที่สำคัญคือในเครือเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (ซีอาร์ซี) เรามีหลายธุรกิจที่สามารถจับมือเพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกันได้"





Reblog this post [with Zemanta]

Monday, August 10, 2009

MAKRO แก้ปมเปิดสาขาน้อย ผนึกคู่ค้าโหมแคมเปญเพิ่มยอด



"แม็คโคร" ไม่หวั่นเปิดสาขาใหม่น้อย พลิกเกมมุ่งเพิ่มรายได้ เดินหน้าจับมือซัพพลายเออร์ โหมจัดกิจกรรมตอกย้ำภาพศูนย์ค้าส่ง ล่าสุดร่วมกับหัวม้าลายฉลองเบิร์ธเดย์ 20 ปี หวังปั๊มยอดขายหม้อก๋วยเตี๋ยว-ขยายฐาน



เป็นการปรับตัวที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับธุรกิจค้าส่ง "สยามแม็คโคร" ที่นอกจากจะต้องเร่งปรับตัวตามสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคแล้ว ยังต้องพลิกกลยุทธ์เพื่อเพิ่มยอดขายในสาขาเดิมให้มากขึ้น เนื่องจากการเปิดสาขาใหม่ถูกจำกัดด้วยใบอนุญาตประกอบการ

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารแม็คโครยอมรับว่า 5 เดือนแรก ตัวเลขการเติบโตโดยรวมมีเพียง 2-3% ตามภาวะเศรษฐกิจ และเมื่อเทียบเฉพาะสาขาเดิมที่เปิดให้บริการ พบว่ามีการเติบโตลดลงราว 1-2% ต่อสาขา


"แม็คโคร"แก้ปมเปิดสาขาน้อย ผนึกคู่ค้าโหมแคมเปญเพิ่มยอด




ผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า ระยะหลังมานี้ กลยุทธ์หนึ่งที่แม็คโครให้ความสำคัญมากขึ้น ได้แก่การร่วมมือกับพันธมิตร จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายหรือเปิดบริการเสริมให้ลูกค้า นอกเหนือจากการจัดโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว

อาทิ เดือนมิถุนายน แม็คโครจับมือ กับบริษัทประกันภัยเอซ อินชัวรันซ์ นำเสนอบริการและสิทธิพิเศษด้านการประกันภัยประกันอุบัติเหตุให้แก่สมาชิก ถัดมาเป็น การจัดโปรโมชั่นฉลองครบรอบ 20 ปี "แจกรถเป็นล้าน" (29 กรกฎาคม-25 สิงหาคม 2552)

ล่าสุดแม็คโครได้ร่วมกับเครื่องครัว สเตนเลสสตีล ตราหัวม้าลาย จัดงานเปิดตัวหม้อก๋วยเตี๋ยวสเตนเลสสตีลใหม่ และจัดโครงการมอบหม้อก๋วยเตี๋ยว 20 ใบให้แก่ศูนย์ฝึกอาชีพและสถานพยาบาล 20 แห่ง รวมถึงการจัดงานเปิดตัวแนะนำผลิตภัณฑ์กับกลุ่มผู้ประกอบการ

นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อสินค้าอุปโภค บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในลักษณะ ดังกล่าว เป็นการตอบสนองเรื่องกิจกรรมให้แก่ลูกค้าแม็คโคร เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาประหยัด การร่วมมือกับหัวม้าลาย จะช่วยตอบสนองลูกค้าในกลุ่ม โฮเรก้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่แม็คโครมีความชำนาญ มีลูกค้าอยู่มากกว่า 300,000 ราย การร่วมมือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ครั้งนี้จะช่วยสร้างยอดขายได้ถึง 20 ล้านบาท และช่วยขยายฐานลูกค้ากลุ่มเครื่องครัวที่ไม่ได้มีแค่กลุ่มร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ที่นิยมทำอาหารรับประทานที่บ้านด้วย

ก่อนหน้านี้ นางสุชาดา อิทธิจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้แม็คโครมีสาขาใหม่ 2 แห่ง ได้แก่รามอินทราและชุมพร จากเดิมมี 41 สาขา ขณะที่ปี 2550 มีการเปิดสาขาใหม่ถึง 12 สาขา ส่วนปี 2551 ไม่มีการเปิดสาขาใหม่เลย เนื่องจากไม่มีใบอนุญาต ทั้งที่บริษัทมีความพร้อมทั้งเงินลงทุน หรือสถานะการกู้ รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ

ด้านความเคลื่อนไหวของค้าปลีกรายใหญ่ค่ายอื่นๆ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้จะมีความระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเดินหน้าเปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทสโก้ โลตัสที่ปีนี้มีแผนเปิดสาขาขนาดใหญ่ 5-6 สาขา, เอ็กซ์เพรส 40 สาขา

หรือบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่เปิดสาขาล่าสุดที่ศรีสะเกษ และจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา ภายในต้นปีหน้า พร้อมทั้งมีแผนจะเปิดโมเดลร้านสะดวกซื้อมินิบิ๊กซีเพิ่มด้วย ขณะที่คาร์ฟูร์ครึ่งปีหลังมีแผนเปิดสาขาอีก 4 สาขา

เมื่อเทียบกับห้างอื่นๆ จะเห็นว่าแม็คโครเปิดสาขาใหม่ไม่มากนัก และแม้จะมีโพซิชันนิ่งชัดเจนในเรื่องการเป็นศูนย์ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคระบบสมาชิกสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดโปรโมชั่นค้าปลีกรายใหญ่มีผลต่อการตัดสินใจต่อผู้ค้าปลีกรายย่อยเช่นกัน

THE MALL LAUNCH NEW MODEL

The Mall GroupImage via Wikipedia

"เดอะมอลล์" เปิดสมรภูมิรบค้าปลีกรอบใหม่ หนีภาพกรอบลงทุนเดิมๆ ส่งโมเดล รูปแบบใหม่ไซซ์ขนาดย่อม 2 พันตารางเมตร ยึดย่านดาวน์ทาวน์สุขุมวิท 26 นำร่องยก "ซูเปอร์มาร์เก็ต" ผนึกร้านค้าพันธมิตรออกนอกศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก รองรับทาร์เก็ตไฮโซฯ-เอ็กแพต ดีเดย์พร้อมเปิดโฉมปลายปี



การแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกได้มีความเคลื่อนไหวระลอกใหม่ที่แวดวงค้าปลีก เมืองไทยต้องหันกลับมามอง ล่าสุดกลุ่มเดอะมอลล์ที่บริหารศูนย์การค้า 3 แห่ง คือเดอะมอลล์, ดิ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ในรูปแบบของศูนย์การค้าขนาดใหญ่มาตลอดกว่า 20 ปีนั้น ได้เพิ่มแนวทางการขยายธุรกิจด้วยการชิมลางเปิดการลงทุนโมเดลใหม่บนพื้นที่ 2000 ตารางเมตร ใจกลางย่านถนนสายธุรกิจซอยสุขุมวิท 26



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเดอะมอลล์ได้เข้าไปเช่าพื้นที่โครงการ K-Village ซึ่งเป็นเนเบอร์ฮู้ดไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ของกลุ่มตระกูลอรรถกวีสุนทร บริหารในนามบริษัท คณานันต์ จำกัด ที่พร้อมจะเปิดโปรเจ็กต์ใหม่แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปีนี้ โดยกลุ่มเดอะมอลล์ได้เข้าไปเช่าพื้นที่จำนวน 2 พันตารางเมตร จากพื้นที่ทั้งหมดของโครงการ 1 หมื่นตารางเมตร เพื่อเปิดเป็นโมเดลการขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ของกลุ่มเดอะมอลล์และเป็นหนึ่งในแม็กเนตสำคัญของไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งนี้



โดยคอนเซ็ปต์นั้นกลุ่มเดอะมอลล์จะทำเป็นพื้นที่รูปแบบขนาดย่อมที่เลือกมาเฉพาะร้านค้าและสินค้าที่พิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะ เก๋ไก๋ และตรงกับทาร์เก็ตของกลุ่มลูกค้าย่านนี้ที่เป็นบ้านหรู คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ รองรับทาร์เก็ตกลุ่มลูกค้าระดับเอและชาวต่างชาติที่ทำงานและพักอาศัยในเมืองไทย (expat) โดยจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตในระดับเดียวกับกูเม่ต์มาร์เก็ตที่เปิดในสยามพารากอนและดิ เอ็มโพเรียม บนพื้นที่ประมาณ 300-400 ตารางเมตร ส่วนพื้นที่ที่เหลือเดอะมอลล์จะแบ่งให้ร้านค้าที่คัดเลือกว่าตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในรูปแบบต่างๆ เข้ามาเปิดร่วมกัน

แหล่งข่าวระดับสูงในวงการค้าปลีกให้รายละเอียดว่า โมเดลใหม่ของเดอะมอลล์นี้จะเป็นอีกภาพการขยายตัวของกลุ่มเดอะมอลล์ที่ไม่เคยทำมาก่อน เพราะนอกจากจะมีความคล่องตัวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจแล้ว ยังสอดคล้องกับรูปแบบไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในตลาดที่เปลี่ยนไป ซึ่งคอมมิวนิตี้มอลล์หรือเนเบอร์ฮู้ดไลฟ์สไตล์ต่างได้รับความนิยมมากขึ้น

ก่อนหน้านี้คุณแอ้ว ศุภลักษณ์ อัมพุช หัวเรือใหญ่กลุ่มเดอะมอลล์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการขยายธุรกิจของกลุ่มไว้ว่า แนวทางหลักยังคงเป็นการลงทุนด้วย รูปแบบสาขาขนาดใหญ่และต้องเป็น talk of the town ซึ่งเป็นโมเดลที่เดอะมอลล์เชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดโอกาสการลงทุนในคอนเซ็ปต์ ใหม่ๆ เพราะถ้าจะเป็นโครงการขนาดเล็กแต่เก๋ไก๋ ไม่เหมือนใคร และเป็น unique "คุณแอ้ว" ก็พร้อมที่จะลงทุน

อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากลุ่มเดอะมอลล์จะโฟกัสขยายสาขาในรูปแบบนี้ต่อเนื่อง หรือเป็นเพียงแค่การทดลองโมเดลค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ ในห้วงเวลาที่สภาวะเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่กลุ่มเดอะมอลล์มีความชำนาญ ทั้งนี้รายงานข่าวระบุว่า กลุ่มเดอะมอลล์ได้เริ่มพูดคุยและชักชวนซัพพลายเออร์ในหลายๆ กลุ่มสินค้าให้คัดเลือกสินค้าเพื่อวางในโมเดลใหม่นี้แล้ว

ที่ผ่านมานอกจากกลุ่มสยามฟิวเจอร์ที่ถือว่าเป็นผู้นำโมเดลคอมมิวนิตี้ในเมืองไทยแล้วนั้น กลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ แลนด์ลอร์ด รวมทั้งกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลายๆ รายต่างให้ความสนใจและเข้ามาลงทุนในเซ็กเมนต์คอมมิวนิตี้อย่างต่อเนื่อง ไล่เรียงตั้งแต่กลุ่มเซ็นทรัลรีเทลที่เริ่มเปิดคอมมิวนิตี้มอลล์ในหลายๆ จุด โดยมีโฮมเวิร์คและท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรือธงในแต่ละสาขา ด้วยเหตุผลที่สามารถขยายตัวได้คล่องกว่าที่จะรอไปในรูปแบบศูนย์การค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งการลงทุนแต่ละแห่งใช้งบประมาณไม่สูงนัก นอกจากนี้ยังมีตระกูลเจ้าของที่ดินกระโดดเข้ามาทำเอง อาทิ จุฬางกูร ควรตระกูล และคอมมิวนิตี้มอลล์ของโครงการเพียวเพลส โมโนโพลี เออร์เบิล สแควร์ และเดอะ พาซิโอ เป็นต้น
Reblog this post [with Zemanta]

Monday, August 3, 2009

ยูดี เดอะ นิว เอ็กพรีเรียนซ์ "โอเพ่นมอลล์" พร้อมเสิร์ฟ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเกิดขึ้นของสะพานมิตรภาพไทยลาว สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งแรกของไทยที่เชื่อมหนองคายกับนครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่บ้านท่านาแล้ง เมื่อปี 2534
กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญทำให้การค้าและการลงทุนในพื้นที่อีสานตอนบนคึกคักและมีสีสันผิดหูผิดตา ขณะที่อุดรธานี เมืองหน้าด่านที่เป็นประตูไปสู่การค้า
การลงทุนในตลาดอินโดจีนก็ได้รับอานิสงส์จากเส้นทางคมนาคมสายนี้เช่นเดียวกัน เพราะแค่ไม่กี่ปีก็มีเม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาลงทุนไม่ขาดสาย ทั้งจากกลุ่มทุนบิ๊กแบรนด์และเจ้าถิ่น

ไม่แปลกที่ยักษ์ค้าปลีกอย่าง "เซ็นทรัลพัฒนา" ยอมทุ่มเงินหลายพันล้านบาท เทกโอเวอร์โครงการเจริญศรีคอมเพล็กซ์จากกลุ่ม "อุดรเจริญศรี"
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น "บิ๊กดีล" ที่สร้างความฮือฮามากที่สุด

ล่าสุดกลุ่มทุนเจ้าถิ่น "วรพล วีรชาติยานุกูล" "กลุ่มอุดรพลาซ่า" นักธุรกิจพันล้านและแลนด์ลอร์ดเมืองอุดรฯ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ทุ่มทุนกว่า 600 ล้านบาท
เช่าที่ดินแปลงงาม ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เนื้อที่กว่า 25 ไร่ ผุด "ยูดี ทาวน์ เดอะ นิว เอ็กพรีเรียนซ์" โอเพ่นมอลล์ใหญ่สุด ในประเทศ
รับกระแสบูม เจาะกำลังซื้อ ทั้งในพื้นที่ พื้นที่ใกล้เคียง และที่ทะลักมาจากนครเวียงจันทน์

"วรพล" บอกว่า ได้สิทธิเช่าที่ดินแปลงนี้ 30 ปี ต่อสัญญาได้อีก 30 ปี จึงนำมาพัฒนาเป็นโอเพ่นมอลล์พื้นที่ใหญ่สุดในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด กรีนคอนเซ็ปต์
เพื่อให้เป็นไลฟ์สไตล์มอลล์ระดับพรีเมี่ยมแห่งใหม่ของอินโดจีน ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ครบวงจร ทั้งแหล่งช็อปปิ้ง แหล่งพบปะสังสรรค์ ซูเปอร์มาร์เก็ต
ศูนย์เทคโนโลยีการสื่อสาร ติวเตอร์ ฯลฯ

ปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 85% มีผู้เช่าระดับอินเตอร์แบรนด์กว่า 80% คาดว่าทันทีที่เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ในเดือนพฤศจิกายนนี้จะมีลูกค้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นราย/วัน
โดยปีแรกที่ลอนช์โครงการได้ทุ่มงบฯ การตลาดกว่า 50 ล้านบาท จัดแคมเปญกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ อาทิ จับมือการท่องเที่ยวจังหวัดอุดรธานี จัดแคมเปญดึงลูกค้าเข้าโครงการ
ร่วมกับ ร.ฟ.ท.จัดรถไฟขบวนพิเศษจากสถานีท่านาแล้ง-อุดรฯ ขนทัพนักกีฬาและสตาฟเข้ามา ช็อปปิ้งในโครงการ พร้อมให้ส่วนลดมากถึง 50-70%
ในช่วงการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2009 ที่นครเวียงจันทน์ ฯลฯ

"ในปีแรกน่าจะมีรายได้ 150 ล้านบาท ไม่รวมรายได้จากการจัดอีเวนต์อีกไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านบาท/เดือน เป้าหมายต่อไปคือ ปั้นยูดีฯให้แจ้งเกิดในวงการค้าปลีกให้ได้
โดยมีแพลนที่จะขยายธุรกิจในหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นหนองบัวลำภู สกลนคร ฯลฯ"

นอกจากนี้ยังสนใจจะเข้าไปลงทุน ในประเทศลาวด้วย โดยได้รับการชักชวนจากนักธุรกิจอสังหาฯมาเลเซียที่เข้าไป ร่วมทุนทำธุรกิจกับนักธุรกิจลาว และทำสัญญาเช่าที่ดินเนื้อที่บริเวณท่านาแล้ง
ติดด่านตรวจคนเข้าเมืองลาว 50 เฮกตาร์ หรือราว 300 ไร่ จากรัฐบาลลาวระยะเวลา 50 ปี ตามแผนจะพัฒนา เป็นฟรีเทรดโซนมูลค่าลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
โดยจะแบ่งที่ดินบางส่วนประมาณ 50 ไร่ เพื่อพัฒนาธุรกิจรีเทล แต่อยู่ระหว่างศึกษาข้อกฎหมายและรูปแบบการลงทุน

Sunday, July 19, 2009

เซเว่นอีเลฟเว่นทุ่มพันล้านผุด 2 ดีซีใหม่

Glass 7 ElevenImage by mexican 2000 via Flickr


เซเว่นอีเลฟเว่นทุ่มพันล้านผุด 2 ดีซีใหม่ เสริมทัพธุรกิจภาคใต้-ภาคอีสานขึ้นเหนือปี53

7-11 ทุ่มพันล้านสร้าง 2 ศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ เสริมทัพธุรกิจทั้งภาคใต้ ที่สุราษฎร์ธานี และภาคอีสานที่ขอนแก่น เล็งลงทุนเพิ่มที่ลำปาง หวังสร้างศูนย์ประจำภาคเหนือในปี 53 มั่นใจลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เสริมประสิทธิภาพด้านขนส่ง พร้อมดันสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคทั่วถึงยิ่งขึ้น


นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค (Reginal Distribution Center : RDC) แห่งใหม่ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์และตกแต่งภายในอาคาร คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ภายในเดือนกันยายนนี้ โดยดีซีดังกล่าวจะเป็นศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค ประจำภาคใต้ ครอบคลุมการให้บริการใน 14 จังหวัดภาคใต้





ส่วนการลงทุนศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2553 ซึ่งจะให้บริการส่งสินค้าให้กับร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในภาคอีสานทั้ง 19 จังหวัด ทดแทนคลังสินค้าในปัจจุบันซึ่งเป็นการเช่า โดยการลงทุนก่อสร้างอาร์ดีซีใช้เงินลงทุนประมาณ 500 ล้านบาทต่อศูนย์ นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนสร้างดีซี แห่งใหม่เพื่อให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาคของประเทศ ทดแทนการเช่าคลังสินค้า โดยจะลงทุนทั้งในภาคเหนือ คือที่จังหวัดลำปางอีกด้วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถลงทุนได้ในปีหน้าเช่นกัน


สำหรับศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะสามารถกระจายสินค้าให้กับร้านเซเว่น ที่ตั้งอยู่ในภาคใต้ โดยเริ่มตั้งแต่ที่จังหวัดชุมพร รองรับการให้บริการกระจายสินค้าให้กับร้านเซเว่นทั้ง 600 สาขาในปัจจุบัน และมีประสิทธิภาพสามารถให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าได้มากกว่า 1,000 สาขา อย่างไรก็ดี การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นในภูมิภาคต่างๆ จะช่วยทำให้ต้นทุนในด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ลดลง อีกทั้งยังรักษาคุณภาพ ความสดใหม่ของอาหาร และทำให้มีสินค้าวางจำหน่ายได้ตรงตามที่ลูกค้าต้องการ ขณะที่ผู้ผลิตเองก็มีความสะดวกสบายในการจัดส่งสินค้าด้วย


ปัจจุบันเซเว่น ถือเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีความชำนาญในด้านการบริหารจัดการในอันดับต้นของประเทศ โดยมีศูนย์กระจายสินค้าในรูปแบบต่างๆ ทั้ง ศูนย์กระจายสินค้าภูมิภาค (Regional Distribution Center : RDC) ทำหน้าที่กระจายสินค้าทั้งอาหารสด และอาหารแห้ง รวมถึงสินค้าในชีวิตประจำวัน ศูนย์กระจายสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (Chilled Distribution Center : CDC) สำหรับกระจายสินค้าที่ต้องการอุณหภูมิ 18-25 องศา เช่น ช็อกโกแลต นม เนื้อสัตว์ สินค้าปรุงสำเร็จ ปัจจุบันมี 4 แห่ง คือ บางบัวทอง ขอนแก่น เชียงใหม่ และสุราษฎร์ธานี


ศูนย์กระจายสินค้าเบเกอรี่ (Bakery Distribution Center : BDC) สำหรับกระจายสินค้าเบเกอรี่ ซึ่งปัจจุบันผลิตอยู่ภายใต้แบรนด์ เลอแปง และยูริ และศูนย์กระจายสินค้าสิ่งพิมพ์ (Publication Distribution Center : PDC) สำหรับกระจายสินค้าประเภทสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร พ็อกเกตบุ๊ก โดยระบบการกระจายสินค้าแต่ละศูนย์จะแตกต่างกันไปตามประเภทของสินค้า เช่น ศูนย์กระจายสินค้าสิ่งพิมพ์ เบเกอรี่ และของสด จะมีการกระจายสินค้าที่อาศัยความรวดเร็ว เพราะเป็นสินค้าที่เชลฟ์ไลต์สั้น ต่างจากสินค้าประเภทอื่นๆ


อย่างไรก็ดี ปัจจุบันศูนย์กระจายสินค้าที่มีอยู่สามารถให้บริการกระจายสินค้าให้กับร้านเซเว่น ได้ 5,200 สาขา ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนสาขาที่มีอยู่ขณะนี้ การลงทุนดีซีใหม่จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันกับการขยายสาขาที่จะมีมากขึ้นในอนาคต




Reblog this post [with Zemanta]

คีย์ซักเซส...โลตัส "พลัส" อีเวนต์-ยืดหยุ่น-ครบ-โดน

TescoImage via Wikipedia


ความท้าทายของธุรกิจค้าปลีก นอกจากจะต้องแข่งขันกันในเรื่องทำเลและการนำเสนอสินค้าบริการให้โดนใจลูกค้าแล้ว การสร้างโมเดลใหม่ๆ เพื่อรองรับตลาดที่หลากหลาย ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจในภาวะที่ลูกค้าอยากเก็บเงินมากกว่าจับจ่าย

"วีณา อรัญญเกษม" ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณา บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเทสโก้ โลตัส กล่าวถึงโมเดลล่าสุดของเทสโก้ โลตัส ที่มีชื่อว่า "พลัส ช็อปปิ้ง มอลล์" ว่า หลังจากเปิดตัวได้ครึ่งปี พบว่าพลัสฯเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จ โดยในส่วนของร้านถาวรมีผู้เช่าเต็มหมด 100% หรือกว่า 140 ร้านค้า

"วีณา" เฉลยเคล็ดลับว่า มีปัจจัยหลักจากการนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าในพื้นที่ต้องการ ชนิดที่เรียกว่า "ครบและโดน" โดย 90% ของผู้เช่าเป็นร้านที่ลูกค้าอยากได้ รวมถึงการอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จอดรถ หรือการวางเลย์เอาต์พื้นที่ให้ลูกค้าสามารถหาสินค้าได้ง่าย และที่ขาดไม่ได้คือความ "อินเทรนด์"





"คำว่าอินเทรนด์ เป็นที่มาให้เราต้องจัดอีเวนต์ทุกเดือน เพื่อตอบสนองกลุ่ม Teenager กับ Young Adult ที่ผ่านมาได้ร่วมเป็นสปอนเซอร์ให้กับวงดนตรีเกาหลี เช่น วันเดอร์สเกิร์ล ทูพีเอ็ม ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี วัดจากกระแสบอกต่อผ่านเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต"


"วีณา" กล่าวเสริมด้วยว่า การใช้คำว่าอินเทรนด์ สามารถตีความได้กว้างไม่ได้ จำกัดเฉพาะเรื่องความบันเทิง ดนตรี หรือกีฬา แต่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย


การทำอีเวนต์ของพลัสฯไม่ได้อาศัยความยิ่งใหญ่ แต่ต้องเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสร้าง แบรนด์ในช่วง 2 ปีแรก ที่มุ่งใช้การจัด อีเวนต์เพื่อให้เกิดการบอกต่อปากต่อปาก


"การทำอีเวนต์เรียกลูกค้า ไม่ได้หมายความว่าเราต้องการแข่งกับห้างอื่นๆ แต่อยากให้ประชากรในพื้นที่ชื่นชอบแบรนด์พลัสฯให้สอดคล้องกับโพซิชันนิ่งที่ว่าสารพันความสุขใกล้ตัว โดยดีไซน์ให้อีเวนต์แต่ละครั้งตอบสนองกลุ่มเป้าหมายต่างกัน เช่น อีเวนต์สำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น"


ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้พลัสศรีนครินทร์สามารถเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าทั้งในกลุ่มเดิมที่เป็นแมสและกลุ่มใหม่ที่อยู่ในระดับบีบวกได้อย่างสบายๆ


ในเร็วๆ นี้พลัสฯยังจะมีสาขาใหม่ๆ ที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นอีก


สิ้นเดือนตุลาคมนี้ เทสโก้ฯมีเแผนเปิดพลัส ช็อปปิ้ง มอลล์ อีกแห่ง ที่อมตะนคร จังหวัดชลบุรี มีคอนเซ็ปต์ใกล้เคียงกับที่ศรีนครินทร์ แต่ไซซ์ไม่ใหญ่เท่า บนพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ว่างเปล่า กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นพนักงานในโรงงาน จำนวนกว่า 90,000 คน รวมถึงกลุ่มที่สัญจรไปมาในละแวกนั้น ใช้เงินลงทุน 400-600 ล้านบาท


แมกเนตสำคัญที่จะดึงคนเข้า ได้แก่ การให้พื้นที่กับกลุ่มอาหาร 50% นอกจากนี้ยังมีโรงหนังเมเจอร์ฯ เอาต์ดอร์พลาซ่า ที่ขายสินค้าแฟชั่น ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 5 โซน


"คนในพื้นที่ต้องการสถานที่พักผ่อนอย่างร้านอาหาร สถานบันเทิง แต่ที่ผ่านมาต้องเดินทางไปไกลถึงตัวเมืองชลบุรี เราจึงวางแผนให้พลัสฯ สาขาอมตะนคร เป็นเหมือน town center ที่สามารถตอบสนองความต้องการคนในพื้นที่ได้อย่างถูกจุด"


ปีหน้า บริษัทยังมีแผนเปิดพลัสฯสาขาใหม่ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเรื่องพื้นที่ จากประสบการณ์การเปิดพลัสฯสาขาแรก และการทำวิจัยในพื้นที่แถบอมตะนคร ทำให้พบว่าการทำโมเดลพลัสฯในกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นเรื่องยาก เนื่องจากการแข่งขันสูง ส่วนพื้นที่ในต่างจังหวัด กำลังซื้อกับทราฟฟิกลูกค้า ก็จะน้อยเกินไป



ปีต่อๆ ไป เทสโก้ฯยังมีแผนรีโนเวตบางสาขา และหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อรุกโมเดลพลัส


เมื่อถามถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ "วีณา" ตอบว่า เศรษฐกิจอย่างนี้ หากทำได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ก็พอใจแล้ว ที่สำคัญตอนนี้คือการโฟกัสที่ไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นหน้าขายหลักของปี ต้องพยายามช่วยเหลือผู้เช่าให้สามารถค้าขายได้ หรือถ้า ไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องหมุนเวียนร้านใหม่ๆ เข้ามา เพราะพื้นที่ 100% เป็นพื้นที่เช่าทั้งหมด จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้


ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพื้นที่เช่าและสื่อโฆษณากล่าวในตอนท้ายว่า "การเปิดพลัสฯสาขาใหม่ๆ คงต้องศึกษาบทเรียนจากสาขาเก่าต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยังเชื่อว่าการมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ต่างๆ ได้มากกว่าโมเดลอื่นๆ"



Reblog this post [with Zemanta]

LinkWithin

Related Posts with Thumbnails